00:03
Mission to the Moon. Continue with your mission.สวัสดีครับ ในนี้จะรับข้อสู่ Mission to the Moon Podcast คุณอยู่กับโปรวิธานอุตสาห้าครับ คุณเลยรู้สึกเคยเป็นเหมือนวิญญาณในกลุ่มเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน ในออฟฟิสอะไรอย่างไงฮะนั่งทำงานจนดึกดืน ทรงงานแปะ ทำงานตาม JD ทุกอย่างแต่ว่าพอพิจารณาผลงาน หรือว่ามีโปรเจ็กต์ที่น่าตื่นเต้นเข้ามาดันไว้ที่เป็นชื่อเราในการถูกเอาไปทำโปรเจ็กต์นั้น หรืออะไรอย่างนี้ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคุณ มันอาจจะเป็นว่าเขา Present งานเขาเก่ง หรือเขาสังคมเก่งกว่าที่จริง ความจริงอันหนึ่งที่โรงเรียนไม่เค้าได้สอนแล้วก็ไม่มีเขียนว่าในสัญญาจ้างงานด้วยก็คือการทำงานให้รุ่งในองค์กร มันไม่จบแค่การทำงานเฉยๆ แต่จริง ๆ เรามันคือการบริหารความสมพันธ์ น้ำใจ ความสมพันธ์ระหว่างบุคคล ความน่ารักของเรา ชื่อเสียงต่าง ๆ นะพวกนี้เราต้องยอมรับความว่าการเป็นคนที่ทำให้คนชอบ likeable มีแป้มต่อเยอะจริง ๆแต่บางทีอาจจะเป็นปัญหาสำหรับบางคนโดยเฉพาะกับคนที่ introvert หน่อย เพราะว่าการจะต้องไปคุยกับใคร แค่เริ่มคุยเราก็รู้สึกสยองแล้วนะครับหรือว่าการที่เราต้องพูด บางทีต้องแข่งกันพูดนิดนึงเพื่อแย่งชิง Spot Line ในห้องประชุมมันฝืนมาก มันสูนเสียพลังงานเยอะมากจนบางทีเราเงียบดีกว่า เพราะว่าเราเหนื่อยแล้วก็ยอมถูกกลบหายไปใน Dead Air เพราะรู้สึกว่านั้นคือทางออกที่เจ็บป จริงๆ เราคุณสามารถเป็นแม้แหละที่ดึงดูดคนและโอกาสได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนบุคพลิกตัวเองให้กันเป็นคนพูดเก่งก็ได้วันนี้ใน Mission to the Moon เราจะมาถอดความรับของ Quiet Magnetวิธีเปิด Switch สเน่แบบคนเงียบทำยังไงให้เราโดดเด่นขึ้นมาในแบบที่ไม่ต้องฝืนตัวเองแต่ที่สำคัญเราจะเรียนรู้วิธีการจัดการกับห้องที่มีแต่คนเสีย เพื่อไม่ให้เสียงคนเรานั้นถูกลบหายไปตลอดการนะครับก่อนอื่นเลยต้องบอกว่ามนี้ก่อนนะครับว่าเรามักมีภาพจำว่าคนที่ดึงดูดคนอื่นเก่งๆ หรือว่าคนที่ดูมี Charisma ในสังคมจะต้องเป็นคนที่อยู่หัวแถว เสียงดัง ถือไม็คโฟน พูดปลูกใจคนได้ตลอดเวลานะครับคือสังคมเราก็ให้ค่าคนเสียงดังจริงๆ คำถามคือคนเสียงด แต่ในโลกการทำงานจริง บางครั้งเวลามันมีคนเสียงดังอยู่เยอะ มันก็ไปกลบความคิดร่างสรรรของคนอื่นในห้องโดยไม่รู้ตัวเหมือนกันนะครับแล้วอันนี้แหละคือสิ่งที่สามารถเอาความเงียบเอามาพลิกเกมได้ซึ่งนี้ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวของผม มันมีงานวิจัยเลย ลองรับด้วยนะครับ Adam Grant อาจารย์แล้วก็นักจิตวิทยา นักเขียนชื่อดังจาก Wharton University of Pennsylvaniaเคยทำงานวิจัยที่น่าสนใจมากเขาพบว่าในสถานการณ์ที่ทีม ระกอบที่คนเก่งๆ มีความกระตือร้นสูง ผู้นำที่เป็น Introvert นั้นกลับทำผลงานได้ดีกว่าผู้นำที่ชอบพูดหรือแสดงออกเยอะๆสิ่งอีกจริงๆผู้นำบนโลกนี้มี Introvert เยอะมากนะครับเช่น Bill Gates เช่น Mark Zuckerberg ก็บอกว่าเขาเป็น Introvert เหมือนกันนะครับ Steve Jobs นี่ก็ Identify as Introvertที่เป็นผู้นำระดับโลกเลยนะครับแล้วก็เป็น Introvert ทำไมถึงเป็นแบบนั้นเหตุผลจริง ๆ เรียบง่ายเพราะคนที่เงียบมักจะฟังมากกว่าการฟังทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าไอเดียเขามีความสำคัญและคนรอบข้างรู้สึกว่าเมื่อมีคนฟังอย่างตั้งใจเขาจะยิ่งเชื่อใจ อย่างอยากทำงานด้วยและคนที่ฟังมากกว่าก็เก็บข้อมูลได้มากกว่าเพราะเวลาเราพูดแล้วเราไม่ได้ฟังสิ่งที่ ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ Quiet Influenceว่าอิทธิพลที่เกิดขึ้นจากความเงียบแต่ว่าในชีวิตจริงต้องบอกว่ามันก็อาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้นมันมีช่องว้างหรือว่ากับอยู่นั่นก็คือในห้องประชุมหรือในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน สิ่งนี้ผมเรียกว่าเป็น Vocal Alpha แล้วกันก็คือเรียกว่าเป็นตัวนำบดบาท ตัวนำบด ตัวผู้นำในการนำเสนอคนกลุ่มนี้จะใช้เสียงดังกว่า จะพูดเร็วกว่าและคุมทิดทางการสนทนาของคนทางห้องจนบางทีคนที่กิมเงียบ อย่างสมมติเป็นเรากำลังคิดคิดละอยู่ในหัว พอจะอ้าปะเอาเฮ้ยมันไปเรื่องอื่นละ ที่ร้ายกว่านั้นคือ อันนี้ราย อันนี้ไม่ดีก็คือ พูดไปได้แค่เครื่องประโยค พี่ตัดหน้าเฉย อันนี้ไม่ดี อันนี้ไม่ดีมาก ๆ เราไม่ควรพูดตัดหน้าใคร แต่ถึงสิ้นแต่ว่าถ้ามันเกิดขึ้นบ่อย หลายคนก็เลือกที่จะถอย ถอยไปอยู่ที่มุมเนียบเงียบดีกว่า ฉันไม่พูดแล้วปัญหาเรื่องนี้คือ อย่างที่เราบอก a quiet influence เป็นสิ่ง มันคือความเงียบที่เกิดจากความกลัว หรือว่าความประหมา เรากลัวว่าฉันพูดไปจะผิดไหมหรือว่าพูดไปจะมีใครฟังไหม หรือทั้งมันคนกลัว Dead Airสิ่งที่คนภายนอกเห็น คือเราไม่ได้มีเวลาไปอธิบายทุกคน แต่ว่าสิ่งที่เขาเห็นคืออย่างนี้เรามักหลบใส่ตาตัวหอ หรือว่าก้มหน้ามองสมุดจด หรือว่าอะไรสักอย่าง ดังนั้นคนเขาจะมองข้ามคุณไป และต่อคุณอ้าปากหลังจากเงียมอนานเนี่ย เสียงคุณจะดูเบาและขาดความมั่นใจจนคนอื่นรู้สึกว่าฉันไม่ฟังก็ได้นะครับน้ำเสียงวิธีการ Project เสียงในห้องพระชุมเนี่ยไม่ได้แบบว่าได้รับความสนใจเท่ากันนะคือเวลาเรา Project เสียงมามันจะมีเสียงบางประเภทที่คนจะต้องหยุดฟังนะฮะกั ในทางกลับกัน ความเงียบแบบที่ 2 เราเรียกว่า The Powerful Silence หรือความเงียบที่ส่งพลังมันคือความเงียบของการประมวลผลคนที่เงียบอยู่ในโหมดนี้คือกำลังประมวลผลอยู่คุณกำลังคัดกรองข้อมูลที่คนอื่นแย่งกันพูดแล้วกลั่นให้มันออกมาเลยแค่หัวกธิเท่านั้น คนภายนอกความเงียบแบบนี้ ความเงียบแบบนี้ ความเงียบแบบนี้ คนภายนอกมองแบบนี้แม้คุณจะนิ่ง แต่คุณยังอยู่ตรงนี้ ยังสบตาผู้ฟังอย่างตั้งใจ อาจจะเป็นท่าของการ Active Listeningมีการพยักหน้าตอบรับเป็นบางจงบะ ว่ามืออย่างผ่อนคลาย แต่ดูมั่นข่ง ซ้ายต้าของคนอื่นอ่าน Body Language ของคุณเขาจะคิดว่า คนนี้มันกำลัง ผลลับแบบนี้คือความเงียบแบบนี้จะสร้างแรงดึงดูด คนลอบข้างจะเกรงใจและเฝ้าเราว่าคนนี้เงียบมานาน ถ้าเขาพูดเมื่อไหร่คงต้องมีเรื่องสำคัญมากแน่ ๆซึ่งสิ่งที่จะเปลี่ยนความเงียบของคุณจากไหร้ตัวตนมาเป็นทรงพลังได้ไม่ใช่แค่การฝึกพูดให้เก่งเท่านั้นแต่มาเริ่มจากการฝึกสิ่งที่เรียกว่า Framework ต่อไปถ้าจะคุยกันจะช่วยเปลี่ยนความเงียบของคุณให้ทรงพลังได้โดยไม่ต้องไปตะโกนแข่งกับใครก่อนที่เราจะไปดูวิธีในการจากการเริ่มนี้ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจกันว่าทำไม คนที่เป็น Introvert บางทีดึงดูดความสนใจได้น้อยกว่าแต่อย่างที่บอกมันขึ้นอยู่กับวิธีใช้คนที่เป็น Introvert จะมีกระบวนการประมวนผลที่ลึกซึ้งแต่ว่าใช้เวลาเยอะกว่ามีการศึกษาของ Dr.
07:52
Marty Alson-Laneyเป็นนักจิตวิทยาและผู้เชียวชาญด้านบุคลิกภาพที่เขียนไว้ในตั้งสือที่ดังมากThe Introverted Advantageโดยอ้างอีกจากการสแกนสมอง ถ้าพบว่าการเดินทางของระบวนการความคิดของ Introvert นั้นยาวกว่าข้อมูลจะวิ่งผ่านส่วนที่เกี่ยวข้อของการวางแผน การวิดเคราะห์และความทรงจำระยะยาวยังละเอียดนั่งก็คือใช้เวลาในการ Process มากกว่าแต่ลงลึกกว่าที่ Extrovert ข้อมูลจะวิ่งผ่านจุดสัมผัสเหล่านั้นสั้น ๆ และตอบโต้ออกไปทันทีนี่คือสาเหตุว่าทำไม คุณอาจจะนึกเรื่องออกแล้วเนี่ย แต่ว่ามันได้ผ่านจังหวะนำไปแล้วไม่ใช่เพราะคุณไม่ฉลา แต่ว่าสมองคุณกำลังคัดกรองสิ่งที่มีคุณภาพมากที่สุดออกมาตั้งห้างอันนี้ผมแถมให้นิดนึงเวลาผมคุยกับคนที่เป็น Introvert และกระทั่งตัวผมเองคำหนึ่งที่ผมจะพูดบ่อยก็คือถ้าตอนนี้ยังตกผลึกไม่ได้เดียวกลับมาใหม่ดีกว่า ไม่ถึงว่าผมจะพูดเวลาผมพูดเองนะครับสุมว่าคุยเรื่องอยู่แล้วผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันคุยงคิดไม่ออกขอเวลานิดนึงเพราะว่าเราอยากคิดอยู่แต่ว่าขอเวลาคิดนิดนึงอย่าเพิ่งเล่งเอาคำต่อตอนนี้เพราะมันคิดไม่ออกจริงแต่ครับในขณะที่มันทีเวลาผมพูดกับหลายๆคนคือบางคนที่เราทำงานมานานเราจะรู้จังว่า เรื่องนี้พูดไปแล้วจะไม่รอคำตอบเลยอาจจะบอกว่าโอเคเดี๋ยวพวกนี้จะกลับมาถามใหม่เพราะว่าเขาจะต้องใช้เวลานิดนึงคือ Introvert จะ Processข้อมูลลึกซึ้งกว่า รอบด้านกว่าและลึกกว่าแต่ว่าช้ากว่า Extrovert เนี่ยเนื่องจากใช้แบบ Reactive กว่าก็จะตอบเร็วกว่าแต่ว่าบางทีมมันไม่ลึกซึ้งเพราะฉะนั้นนี่คือจะให้ว่าทำไมทีมต้องม อันนี้สองคือประกตรการเรียกว่า Spotlight Effect นะครับ Introvert มักจะติดกับดักทางจิตุวิทยาที่เรียกว่า Spotlight Effect คือเรามาคิดว่าทุกคนกำลังจับจ้องและตัดสินทุกคำพูดของเราจนทำให้เราเกร็งและเลือกความเงียบดีกว่ามีงานวิจัยสุดคลาสสิกเลยตั้งแต่ปี 1999 นะครับ เขาให้นักศึกษาใส่เสื้อยืดสีเหลืองที่เป็นรูปหน้า Barry Maniloซึ่งก็คือถ้าเป็นเด็กยุกนั้นก็ต้องบอกว่ามันเป็นรูปที่หน้าอายแล้วเดินเข้าไปในห้องเรียนนะครับคนใส่เขาคาดการว่า 50% ของคนในห้องต้องเห็นเสื้อที่หน้าอายนั้นแน่ๆเลยแต่ในความจริงคือมีคนสังเกตเห็นแค่ 25% ทั้งนั้นเองนี่คือสิ่งเรียกว่า Spotlight ไม่ใช่คันเรื่องเสื้อผ้านะ การประชุมก็เหมือนกันนะครับ นักผู้ใจพบว่าเรามักจะจำคำพูดที่แย่หรือดีของตัวเองได้แม่นยำสุดๆเลย และคิดว่าคนอื่นต้องจำได้แน่ๆเลย ทั้งนี้ทุกคนอื่นไม่ได้จำได้ขนาดนั้นนะครับความจริงที่จะปลดล็อกเรื่องนี้ของคุณก็คือ ไม่ได้มีใครสนใจคุณขนาดนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณลดความคัดหวังว่าต้องสบูรณ์แบบลงได้ คุณจะเริ่มกล้าเปิด Switch มากขึ้นเพราะคุณรู้ว่าแม้พลาดไปบ้าง โลกมันก็ไม่ได้พังทลายลงมาหรอกและจริงๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ต้องบอกว่าเรื่องนี้จริง มาไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องประชุมหรอก มันคือกับทุกเรื่องในชีวิต ไม่ค่อยมีใครมีเวลามาสน เรามาคิดว่าสมมุติว่าเราแต่งตัวด้วยเสื้อสีชูดชาติวันนี้คนต้องเห็นหรือว่าต้อง Notice ความสวยงามของมันแน่เลยหรือความชูดชาติของมันแน่เลยความจริงคืออาจจะมีคน Notice แต่ไม่ได้เยอะอันที่เราคิดเพราะฉะนั้น พูดอย่างคือทุกคนเขามีเรื่องของเขา ทุกคนเขามีเรื่องของเขา ทุกคนเขามีสิ่งที่เขาคิดอยู่ ทุกคนเขามีโฟกัสของเขานอกจากเป็นคนใกล้ตัวเราจริงๆ เราไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจในชีวิตเขาขนาดนั้นหรือว่าเขาคิดถึงแบบนึงเขาก็ลืมแล้ว เพราะมันมีเรื่องใหม่เข้ามาตัวไปหมดคำถามคือ แล้วเราจะเก้าข้ามกำแพงความเงียบ มีอยู่ 3 วิธีที่ได้ชวนคุยในวันนี้ อันแรกเราเรียกว่า สูมบทบาท Free Trade Theory นะครับหลายคนบอกว่าไม่อยากฝืนให้คนอื่นแต่สาสตราจารณ์ Brian Little จาก Cambridgeอธิบายว่าในเทคนิคที่ชื่อว่า Free Trade Theory นะครับเขาบอกว่าคนรอมีบุคคนไลก์ที่เปลี่ยนแปลงได้เพื่อสิ่งสำคัญกองชีวิตถ้าคุณมองว่าการประชุมหรือการคุยกินกาแฟแล้วคุยก คุณคิดว่ามันคือการแสดง คุณก็จะเริ่มรู้สึกว่า ตอนนี้จะต้องส่วนบทบาท นักสื่อสาร เมื่ออาชีพที่กล้าสบตาทักทายเมื่อจบงานคุณก็ปิด Switch จบบาทแสดงแล้ว กลับไปชาร์จแบทในพื้นที่ส่วนตัวการทำแบบนี้ไม่ใช่การโกหกตัวเอง แต่การใช้ทักษะ การแสดงเพื่อบันรุเป้าหมายงานโดยไม่ให้เราเบิร์นเอาไปนะครับ Steve Jobs เข้าเคยพูดเรื่องนี้นะครับทุกคนรู้ดีว่าถ้าเราพูดถึงคนที่ Present งานหรือถึงว่าพูดบนเวทีที่ทรงพลังที่สุดคนนึง Steve Jobs ก็มักจะติดอยู่ในรายชื่อนี้เสมอนะครับซึ่งเขาก็บอกว่าเขาเองเป็น เป็น introvert มากด้วยเพียงแต่ว่า เวลาเขาขึ้นไปพูด มันคืองานเพราะฉะนั้นมันก็คือ performance มันคือการแสดงการแสดงก็เป็นบทบัติของนักแสดงนักแสดงหลายคนที่เป็นนักแสดงดัง ๆ เลยก็เป็น introvert เขาบอกว่าเวลาเขาไม่แสดง เขาไม่อยากเจอใครเลยแต่ว่ามันไปถ่ายอยู่หน้าเซ็ต มันก็คืองานงานก็คืองานก็ต้องแสดง มันจะไม่ เขาก็สามารถทำได้ก็ Switch by Switch มาแบบนี้นะครับ อันที่ 2 คือ หยุดคนตั้งห้องด้วย 2 Second Postกลยุติที่ 2 คือ ถ้าคุณอยู่กับพวกที่แบบมีคนชอบขัดจังวา เสียงดังอะไรมันมีงานวิจัยที่บอกว่าเพียงคุณเงียบแค่ 4 วิสีวิหนาทีก็สร้างแรงเหมือนกับปุ่ม Post ในสังคมได้แล้วแต่ว่าจริงๆ ผมว่าแค่ 2 วีก็พอ 4 วีเป็นนานไปสมมุตินะ เมื่อคุณเริ่มพูดแล้วมี ความเงียบที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่เหมือนเบรกมือ มันจะบางครับให้คนทั้งห้องรวมหรือคนที่เพิ่งพูดแซกคุณต้องหยุดฟังเพราะเขารู้สึกความไม่ปกติ เรียกว่า Social Tensionและใน 2 วินาทีนี้แหละ คือจังหวัดที่คุณพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆจังหวัดนี้คุณจะดูนอกจากดูมีอำนาจจะดูแพงด้วย อันนี้ลองฝึกด น้ำเสียงสำคัญนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็น introvert หรือ extrovert ก็ตาม ถ้าคุณประหมาขึ้นมาน้ำเสียงมันจะสูงขึ้น มันจะแบบ pitch มันจะสูงขึ้นแล้วก็จะพูดเร็วขึ้นอัตโนมัติการที่น้ำเสียงคุณสูงขึ้นและพูดเร็วขึ้น คือสัญญาณของความไม่มั่นใจนะครับงานว่าจากดุก ยืนยันเลยว่าคนที่มีความน่าเชื่อถือ มีน การพูดน้อยแต่เข้าเป้า คือจุดตายที่คนเสียงดัง มักสู้คนที่เงียบไม่ได้เพราะฉะนั้นเทคนิคนี้ใช้บ่อยๆดี เวลาจะพูดอะไรถ้าคุณรู้สึกไม่พอใจกับอะไรบางอย่า คุณต้องค่าจะพูดเรื่องนี้อย่าใส่ความโมโฮเข้าไป ลองหายใจเข้าออกสักนิดหนึ่งก่อนแล้วพูดเรื่องเดิมนี่แหละ คือประโยคตัวออกสอนเหมือนเดิม แต่พูดด้วยเสียง ต่ำ ทุ้ม และชา คนจะฟังมากกว่าเยอะเช่นสมมุติคุณอยากกระเตือนลูกน้อง ลูกน้องทำผิด อยากกระเตือนถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่ได้บอกว่าผมทำได้ตลอด แต่ว่าพยายามทำ คือ อย่า อย่าขึ้นเสียง คุณอยากจะพูดอะไรไม่ต้องขึ้นเสียง เอาเรื่องธรรมดาที่คุณกำลังจะพูด พูดได้น้ำเสียงต่ำแล้วก็ช้าเนื้อหาแบบเดิมได้เลย อยากจะพูดอะไรเนื้อหาแบบเดิมได้เลยแต่ว่าคุณทำแบบนั้น สิ่งที่คุณพูดไปมันจะน่าฟังมากกว่าเหตุผลเพราะว่ามนุษย์เราจริง ๆ
16:10
มีหลายเหตุผล แต่อันนี้เป็นอันที่ผมเชื่อที่สุดก็ค เวลาเราส่งเสียงกันแล้วกัน น้ำเสียงคือโทนเสียง มันจะบอกว่า อันนี้คือเรื่องประเภทไหน อันนี้คือเรื่องอบอุ่น อันนี้คือเรื่องที่ฉันต้อง protect ตัวเองเวลามันมีเสียงสูงสูง คนมันจะเปิดโหมด protect ตัวเองขึ้นมาเสียงสูง ๆ นำแหลบ มีคนใช้อารมณ์ใส่เรา เราจะปกป้องตัวเองพอเราเริ่มปกป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่คนที่พูดเนื้อหาที่อาจจะแรง แต่ว่าเสียงต่ำและช้า ก็คือพูดไงคือเสียงสงบมันจะเป็นเสียงสงบ มันคือเสียงของการที่เราอยากฟังมากกว่าคนมันจะอยากฟังเสียงที่มันสงบ แล้วก็จะฟังเนื้อหามากกว่าด้วย ถ้าคุณเป็น Introvert แล้วคุณมาเปิด Switch Performance เยอะๆสิ่งที่คุณจะต้องจ่ายไปก็คือแบตเตอรี่ของคุณและแน่นอนว่าถึงจุด 1 แบตก็อาจจะหมด Introvert หลายคนกำวนว่าถ้าฉันเล่น Performance แบบนี้พรุ่งนี้ฉันต้องเล่นแบบนี้ไปตลอดหรือเปล่าฉันจะไหวไหมคำตอบคือไม่จำเป็นนะครับเทคนิคการทำ Quiet Magnet ที่ยังยืนคือหัวใจการเลือกใช้พลังง คุณไม่จะต้องโดดเด่นทุกประชุมหรือว่าไปทุกงานปาร์ตี้ของโปรธศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัทศัท เช่น ทานค่าของ Keyperson แค่ครั้งเดียว ถ้าทำถึงก็มีค่ามากกว่าไปปาร์ตี้เป็น 10 ปาร์ตี้อีก เป็นต้นสองคือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยหลังจากใช้พลังงานมาแล้ว เปิด Switch ไปแล้วเพราะถึงเวลา ต้องปิด Switch ใช่เป็นอันนี้คือการสร้าง Boundariesต้องบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้คน Introvert ผมคุยแล้วผมคุย ตัวเองก็สังเกตตัวเองก็คื ถ้าเราพักด้วยการไถโทรศัพย์ มันไม่หายเนื่อย ต้องพักจริงๆ3 คือพลังของ one on one แม่เหล็กไม่จะเป็นต้องดึงดูดคนทั้งห้องพร้อมกันเพราะสเนธที่ทรงพลังที่สุดของ Introvert คือการคุยแบบ Deep Connectionรองใช้ทักษาการฟังที่คุณมีคุยกับคนสำคัญทีละคนก็ได้ความสำคัญที่แน่นแฟนเป็นแบบนี้และเดี๋ยวคนเหล่านั้น สุดท้ายแล้วนะครับ สิ่งที่อาจจะบอกชาว Introvertทุกคนก็คือว่าคุณไม่จะเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่เสียงดังที่สุดหรือว่าพูดเก่งที่สุดเพื่อจะให้ทุกคนได้หินนะครับเพราะว่าในโลกที่พยายามแข่งขันกันตะโกนแย่งความสนใจตลอดเวลาเนี่ยคนที่รู้จักใช้ความนิ่ง ความใจเย็นและความชัดเจนตังหาท เมื่อถึงเวลาที่คุณเลือกจะสื่อสารก่อนจากการในวันนี้นะครับ อยากลองฝากอะไรอย่างนึงให้ไปทำดูนะครับที่คุณอาจจะทำได้เลยทันทีนะครับลองหยิบมือถึงคุณขึ้นมาแล้วเปิดแอปอัดเสียงนะครับลองเล่าเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณลงไหลนะครับหรือว่าเป็นงานที่คุณทำก็ได้สักหนึ่งนาทีแล้วทิ้งไว้ก่อน แล้วกลับมาฟังดูทีนี้จินต คุณอาจจะพบว่าเสน่ะที่คุณตามหามานานมันซ่อนอยู่ในน้ำเสียงที่คุณอาจจะไม่ค่อยชอบเพราะว่าอาจจะเคยรู้สึกว่าฉันผู้ชาไปอะไรนี้แหละแค่ปรับจังหวัดและโทนให้มั่นคงขึ้นอีกนิดคุณจะเห็นภาพชัดเลยว่าความนิ่งที่สงพลังนี้มันน่าตาเป็นยังไงสุดท้ายที่อาจจะฝากก็คือการนำงานในอุงกรไม่ได้จบแค่ แล้วคุณล่ะครับ มีวิธีการจากการ Dead Air หรือวิธีการรับมือคนชอบขัดจังหวะในแบบคุณยังไงคอมเมนต์มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ วันนี้ผมเอาเนื้อหามาจาก The Royal Society เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Midlife Crisisแต่ว่าเอาเนื้อหามาส่วนหนึ่งก็จะชวนคุยด้วยส่วนหนึ่งโดยผมมาอ้างอิงโครงเรื่องนี้มาจากงานบรรยายของคุณ Mark Jacksonเขาพูดถึงว่า Midlife Crisis มันมีปัจจัยหลายอย่างแล้วก็แต่ละอย่างถ้าเราเข้าใจมันมากขึ้นเราอาจจะเข้าใจถึงสิ่งที่ทำให้เกิด Midlife Crisis ได้มากขึ้นซึ่ง Midlife Crisis หลายคนอาจจะ คือภาพจำของ Midlife Crisis คือแบบว่าผู้ชายอยากซื้อรถสปอร์ใช่ไหมครับ ผู้หญิงอาจจะอยากทำเศยกรรม ๆ ๆจริง ๆ มันต้องบอกว่ามันลึกซึ้งกว่านั้นแม่ครับ อันนั้นเป็นเพียงอาการแล้วกันอยากเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงตัวละครหนึ่ง ซึ่งเวลาพูดถึง Midlife Crisis หลายคนจะพูดถึงตัวละครนี้ก็คือ Regional Parent เรียกว่า Reggie แล้วกัน มันมาจากซีรีส์ชีวิตว่า The For and Wives of Regional ParentsReggie เป็นผู้ชายวัย 46 อยู่เท่าผมเลยมีชีวิตตามมาตรฐานทุกอย่างเลยต่างงานกับอลิซาเต็ท มีลูกสองคนที่โตแล้วมีบ้านสไตล์ Neo Georgian ในย่านชาญเมืองที่ดูดีทำงานเป็นผู้ประหันระดับกลางของบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทอาหารขนาดใหญ่ แต่ว่าภายใต้ภาพหลักที่ดูมั่นคงนี้ Reggie ก็นังประเชินกับภาวาที่เรียกว่า Disillusion หรือว่าความรู้สึกตื่นจากการเพอฝันก็ได้เขามองชบิตตัวเองเขาในเรื่องเขาเดินทางไปทำงานก็เดินทางไปที่ Waterloo สหรือ Waterloo ทุกเช้านะครับซ้ำสร้างจำเจ งานก็เหมือนเดิมนะครับ ความเบื่อหน่ายนี้มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ความคิดภาวะทั้งหมดนี้มันเริ่งแสดงออกมาถึงภาวะต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องพฤธิการณ์ที่เก้าราวกับเพื่อนร่วมงานเรื่องอะไรต่างๆอันามากมายลุ่มถึงเรื่องการใช้เงินด้วยตอนที่มันเป็นพีกของเรื่องนี้ก็คือ Reggie ตัดสินใจรวบรวมเอาของที่นาลึกในว เขารู้สึกว่าตัวตนปัจจุบันนั้นไร้ความหมายจากนั้นก็ไปที่ชายหาถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้เพื่อคนเข้าใจว่าเขาจมนานตายแล้วและแอบนี้ไปสร้างตัวตนใหม่ที่ชื่อว่า Martin Welberth อันนั้นคือเรื่องในซีรีสสิ่งที่รักษ์ที่พระเชิญในซีรีสมีนักจิตวิคลอดที่ชื่อว่า Elliot Jax ได้นิยามว่าในปี 2019 ว่า Commit Life Crisis นะครับElet Charge อธิบายว่ามันคือภาวะที่คนคนหนึ่งจวนหนักว่าตัวเองนั้นมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้วและความสำเร็จนั้นเมื่อว่าจะได้มาเลยไม่ได้มามันกำลังจะหมดอายุสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือความตายนะครับ จากใช้ภาพเปรียบชีวิตมนุษย์เป็นกราฟละครั้งคว่ามเมื่อคุณถึงจุดสูงสุดแล้วสิ่งที่คุณมองลงไปต่อจากนั้นก็คือเขาช่างว่า Download Curves to Death ก็คือทางรัฐลงสู่ความตายซึ่งความรู้สึกนี้เองลึกๆแล้วเป็นสิ่งที่กระตุ้นภาวะวิตกกลงบนและภาวะซึ่มเศร้าในวัยกลางคนเพื่อที่จะกบเปลือนความกรวนี้หลาย เพื่อพิสุทธิ์ว่าตัวเองยังมองมีอยู่ เช่นอาจจะกังบนเรื่องรูปร่างหนักตาเกินเหตุหรือว่าใช้ชีวิตเพื่อมีความสุดต่งทางเภทเพื่อพิสุทธิ์ว่าตัวเองยังมีกำลังวางชายอยู่นั่นเองนอกจากนี้มีคำศัพที่น่าสนใจอีกที่เขานิยามกันว่าย เช่นคำว่า Middle-senseซึ่งมาจากคำว่า Middle-age ผสมกับ Adolescence นักจุดวิท Staling Hall มองว่าช่วงวันนี้เหมือนเป็นวัยรุ่นรอบสองที่อยู่ระหว่างวัยหนุ่มสาวกับวัยชราเต็มไปด้วยความอุ่นวายและการค้นหาตัวตนใหม่ไม่ต่างจากตอนที่เราเป็นวัยรุ่นรอบแรกเลยนี่อ้ำถามคือว่าถ้าเราตั้งชื่อมันว่า Crisis แต่แปลว่ามัน มันแย่แล้วทำไมมันถึงต้องมาแย่ตอนนี้นะครับนักวิชาการเขาก็แบ่งคำอธิบายหลัก ๆ ก็เป็นสองด้านด้วยกันคือด้านจิตธุภิทยายและชีวาวิทยานะครับด้านจิตธุภิทยายนอกจาก L.Jarkก็ยังมีนักคิดอย่างคาวยุงหรือว่า Erection ที่ด่งดังเรื่องเทสดีขั้นตอนการพัฒนาชีวิต Erikson เขาบอกว่าช่วงวัยกลางคนมันคือช่วงของการต่อสู้แล้วว่า Creativity ก็คือความสามารถในการสร้างสันแล้วก็ส่งต่อสิ่งดีดีให้คนรุ่นหลังกับ Stagnation เราจะได้ยินบ่อยในสับทางเศษษาสตร์แต่จริงเราใช้ Stagnation กับสับทั่วๆ ไปก็ได้คือความรู้สึกหยุดนิ่ง รู้สึกไรค่า
24:50
เหมือนน้ำนิ่งที่กำลังจะเน้าเสียถ้าใครกล้าวข้ามความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ไม่ได้ก็จะตกสู่หลุ่มดำของวิกริจไว้กลางคนทั้งทั้งที่ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาไม่ได้อยู่แค่ในตำราตำมาถูกนำไปใช้จริงในงานด้านสังคมด้วยหน่วยงา National Marriage Guidance Council บอกว่าพบว่า คู่รักทะเลออกกันเยอะมากเพราะคนคนหนึ่งอาจจะเป็นผู้ชายและผู้หญิงก็ได้เนี่ยนะครับเกิดสิ่งที่เรียกว่า Identity Crisis ก็คือวิกริตตัวตนคือสับสนว่าฉันเป็นใครกันแน่จนอยากจะทิ้งทุกอย่างไปแล้วไม่เริ่มใหม่ที่น้ำมาดูด้านชีบาวิทยาคันบ้างนะครับ Peter Medaverse วิทยาศาสตร์วัลโนเบลบอกว่า วัยกลางคนคือ วัยที่กำลังไปเชิญหน้ากับ Unsolved Biological Problem นั่งคือปัญหาทางชีวัพธิยาที่แก้ไม่ได้ในอดีต แต่ไม่แน่อนาคตอาจจะแก้ได้ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ได้พูด OVER เลยนะเพราะว่าถ้าเรามาดูงานพิจัยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่าโอ้โห หลายอันนี้ผมชักว่า Promising แล้วก สิ่งที่ซ่อมได้แล้วกัน เป็นปัญหาทางวิศวกรรม ซ่อมได้แก้ไขได้ มนุษย์อาจจะไม่จะเป็นต้องชลาดก็ได้ อันนี้คือพูดในเชิงธิสดีแล้วมันจะเป็นยังไง ชวนคุยตรงนี้นิดนึงแล้วกัน เรานึกถึงเรื่อง in time ที่คนจะถูกจุดอายุที่หน้าตาข้างนอกที่ 25 และหลังฉะนั้นก็ใครอยู่ใต้นานก็คือคนที่มีทรัพยากรนก็คือเวลาเยอะแต่ว่าในภาพยนต์สายฟายแบบนั้นเนี่ยตอนแรกถ้าเราดูก็ดูเวอร์มากใช่ไหมครับเพราะว่าความแกะและความตายมันเป็นสิ่งที่ อยู่คู่กับธรรมชาติมาตลอดอยู่คู่กับธรรมชาติของมนุษย์แล้วนั้นมาตลอดแต่ไม่แน่ในนาคตอันใกล้ที่คนที่กำลังฟังพอดแคสต์นี้อยู่หรือว่าดูอยู่มีโอกาสที่จะเจอนะคือมีโอกาสที่จะเห็นก็คือการที่เราจะ Reverse Aging ได้หรือไหมกระทั่งเลื่อนความตายไปเรื่อยๆได้หรือซักแต่มันไม่ใช่ประเด็นของเลือกอันนี้ใช่ไหมฮะที คุณปีเตอร์เขาบอกว่า ในวันนี้ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าคุณชลาลงละเช่น ผมเริ่มง่อผมล่วงเยอะ หัวล้านเกิดพุงทั้งหนังที่ไม่ได้กินอาหารเยอะขึ้นมีมูลกล้ามเนื้อที่นดลงและที่สำคัญที่สุดเลยคือความกระฉับกระเฉงและพลังชีวิตมันเหี่ยวเฉาลงไปตื่นมามันไม่มีพลังเหมือน สำหรับผู้หญิงวิกฤษณ์นี้จะถูกผูกโยงกับเมนโพรสก็คือวัยหมดประจำเดือนคืออย่างนี้ต้องบอกว่าในเชิมความอดีตต้องมองว่าในยุกๆอดีตแล้วกันไม่มีความเชื่อที่เหยียดเทศเลยแล้วกันที่ว่าคุณค่าของผู้หญิงผูกติดอยู่กับการมีลูกพอความสามารถในการมีลูกหมดไปชีวิตก็เหมือนแบบไม่มีความหมายอั ร่างกายเราจะส่งสัญญาณเตือน แต่สิ่งแม่สนใจก็คือสัญญาณนี้มันมาถึงแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งเราจะพูดตอนท้ายว่าทำไมมันถึงไม่เหมือนกันเวลาสัญญาณเตือนมาในรูปแบบของการเปลี่ยนทางร่างกายจิตใจเราก็เปลี่ยนไปด้วย หลัก ๆ ก็คือว่ามันเป็นแรงกฎดัน ว่าสิ่งที่คุณอยากทำ เวลาของเริ่มนั้นกำลังจะหมดลง เช่นพอเรารู้ว่าเราเริ่มแก่การสร้างชื่อเสียงความสำเร็จแล้วที่เราอยากได้มันจะน้อยลงเรารู้แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความหวงๆอยู่ ถ้าพูดถึงคนที่มองความสุดไปเป็นเรื่องงานแล้วกัน ซึ่งคนจำนวนมากก็เป็นอย่างอันนี้เพราะถึงอายุที่ประมาณ 45-46 นี่ถ้ามันไม่เห็นแบบแนวทางว่ามันจะไปใหญ่โตได้มากว่านี้เราจะเริ่มจัวหนักว่า เอ๊ะ หรือมันจะไม่ได้แล้วนะความฝันของเราแน่นอนมันมีคนที่ไปประสบความสุดในชีวิตในเชิญธุรษกิจตอนอายุ 60-70 อะไรก็ม สิ่งที่เร่งปฏิกริยานี้ก็คือการเสริมถอยเรื่องของร่างกายและสมองด้วยนะทีนี้ก็บอกว่ามันก็มีอีกหนึ่งมุมนะครับนั่นก็คือแรงกวดดันทางสังคมผู้บัญญายของ The Royal Society ก็บอกว่า เวลาเราแค่มองเรื่องร่างกายและจิตใจเพื่ออธิบาย Midlife Crisis จริงนี้มันน้อยไปอยากชวนทุกคนมา Zoom out มองโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไปในช่วงกลางสัตวะที่ 20ซึ่งก็น่าจะเป็นคำอธิบายของการเร่งสร้างวัดกริจวัยกลางคนหรือ Midlife Crisis ขึ้นไปด้วยสังคมในช่วงกลางสัตวะที่ 20 สังคมประมาณ 70 ปีที่ผ่านมาหลังสูงคำโลกคนที่สอ ที่บอกว่าคุณควรจะทำอะไรตอนไหนเช่นคุณควรจะเรียนจบตอนนายุ 21-22ควรมีไอ้นี่ตอนนายุ 30 มีไอ้นั่นตอนนายุ 40 มันเป็นเหมือนหลักหมายซึ่งสังคมบอกบอกไว้ยังไงก็ไม่รู้แต่ว่ามันมีคนรู้สึกกดดันจากเรื่องนี้เยอะพอสุดควรฉันนายุ 40 แล้ว ทำไมถึงไม่มีอันนาในนี้คนจะเริ่มีสิ่งเชื่อว่า Age Anxietyหรือความกลางบนในช่วงอายุว่าตอนนี้ฉันสำเร็จตามเป้าหมายแล้วหรืออย่างแล้วถ้าพูดถึงในช่วง Midlife ความกลางบนนี้มันจะค่อนข้างใหญ่เพราะว่าอย่างที่บอกคือประกอบกับเรารู้สึกว่าร่างกายเราเสือมถอยลงกำลังวังชาไม่เหมือนเดิมแล้วนี้แต่ถ้าเกิดว่าเรายังทำสิ ทีนี้อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่าถ้าเกิดทำไม่ได้รู้สึกว่าทำไม่ได้แล้วกันแต่ Life expectancy มันยาวขึ้นในช่วง 1920 คนอาจจะอายุเฉลียสัก 50 ปีมันก็ไม่มีเวลา Midlife crisis เท่าไหร่แต่ช่วงนี้คนอายุเฉลีย 80 กว่าปีขึ้นไปอาจจะไปถึง 100 ได้เลยกวันนี้แต่ว่าในช่วงนี้ หลังจากคุณรู้สึกว่า ฉันต้องอยู่แบบนี้หรือว่าเสื่อมถอยคนนี้ไปอีก 4-50 ปีเลยเหลืออีกอันนึงก็คือสำหรับคนที่แต่งงาน มีลูกพอพ่อแม่อยู่ 40 กว่ากว่าช่วงไวนี้ลูกก็โตเป็นวัยรุ่นแล้วแล้วพร้อมจะออกจากบ้านไปหมดโดยเฉพาะในสังคมตัววันตกทำให้เกิดสภาวัตรเค้าเรียกว่า Emptiness Syndrome โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ในยุคนั้น 1950 จังคมมองว่าหน้าที่หลักสักการเป็นแม่พอไม่มีลูกที่ดูแลหลายคนก็เติมตั้งคำถามว่าชีวิตฉันมีแค่นี้จริงๆ หรือ Is this all there is?
31:29
นอกจากนั้น ยุคนั้นเป็นคนกลุ่มแรกที่เราใช้คำว่า Sandwich Generation คือโดนบีบทั้งสองทางลูกก็กำลังมีปัญหาไวรุ่น ไวรุ่นก็จะมีปัญหาที่รู้บับ Adolescent Crisis ตัวตัวตนของคำไวรุ่นในการที่พ่อแม่ก็จะแกะฉละ ความเครียดจากสองฟังนี้มันจะมาเจอในช่วงคนอายุเท่านี้พอดีบ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย เรื่องเงินก็สำคัญเขาบอกว่าสักร้อยปีที่แล้ว คนจะได้รับมอระดกตอนอายุประมาณ 37 อันนี้น่าสนใจมอระดกจากพ่อแม่จะมาถึงลูกตอนอายุประมาณ 37 ซึ่งเป็นช่วงสร้างตัวพอดีแต่เพราะคนอายุยืนขึ้น มอระดกมันมานู้นอาจจะถึง 60หมายความว่าช่วงที่อายุ 40 ที่กำลังต้องการเงินวังกันเถอะเป็นช่วงที่ ไม่มีแรงการสนับสนุนจักปัจจัยเรื่องนี้สำหรับคนที่เปลี่ยกเทียบเหมือนกันนี้ในยุกษณีที่จะเคยได้มารถดอกเร็วแรงกับดันสุดท้ายซึ่งอันนี้ผมว่าหนักขึ้นได้เรื่อยนั่นก็คือแรงกับดันที่เรียกว่า Keeping up with the Jones หรือว่าคือ Keeping up with the Jones เป็นสำนวนของ Frontก็คือต้องมีชีวิตเหมือนดีเท่าขึ้นบ้านเลยประมาณนี้ซึ่งก ทำให้เห็นว่าความสำหรับทางสังคมเนี่ยมันจับต้องได้เป็นของแล้วใครที่ทำไม่ได้ก็จะสึกล้มเหลวและผิดหวังบางคนที่ทำไม่ได้บางคนจะไม่สนใจซึ่งผมคิดว่าอันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่โดยเฉพาะกับสังคมไทยที่ดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆกับว่าเราต้องมีของเพื่อไป โชว์ว่าฉันทำสำเร็จแล้วเขาบอกว่าถ้าเรามองในมุมของความเครียดพวกนี้รวมกันคนที่เป็นคู่รักกันอะไรต่างๆพวกนี้ก็จะเริ่มอึดอัดบางคนรู้สึกถูกแรงกดดันนี้จนหายใจไม่ออกก็เลยเกิดการแยกทางกันเยอะอะไรในช่วงนี้ทีนี้มันก็มีอีกมุมหนึ่งเขาเริ่มอีกสกูหนึ่งแล้วกัน แต่ถ้าชีวิตมาเครียกขนาดนี้ทำไมเรามีคำที่เรียกว่า Life Begins at 40 หรือว่าชีวิตเริ่มต้นมายู 40 นะครับซึ่งก็บอกว่าที่มาของวัลีนี้เราอาจจะนึกไม่ถึงอะไรก็ได้นะครับวัลีนี้ถูกใช้ครั้งร่านในปี 1917 โดย Mrs.
33:52
Theodore Parsons ในช่วงที่เมรากาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 นะครับ เธอรณโรงเรื่อง scientific bodybuilding คือไม่ได้เขียวอะไรกับเรื่อง midlife crisis หรืออะไรก็คืออยากจะให้คนสร้างกล้ำเนื้อตามหลักปธีอาศาสตร์เพื่อให้ผู้หญิงวัยกลางคนที่สามีต้องไปรบนั้นมีสุขภาพแขนแรงทั้งกายและใจเบ้าหมายแรกของมันคือการทำงานเพื่อชาติไม่ได้เขียวอะไรกับความสุขชวนตัว ต่อมาในปี 1932 เนี่ย Walter Pitkins ได้เขียนทั้งสือชื่อเดียวกันนี้ก็คือ Life Piggins at 40 กลายเป็นคู่มือพัฒนาตัวเองที่ขายดีมากๆในทั้งสือเขาเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าความสุขนั้นหาได้ง่ายที่สุดหลังอายุ 40 เพราะว่าคุณมีประโสการณ์แล้วเขาแนะนำให้คนไวนี้ทำงานน้อยลง หันไปหาซึ่งเรียกว่า The Art of Living หรือว่าซื้อรับบาการใช แต่เบื่องหลังของแนวคิดนี้คือเรื่องเศรษฐกิจเพราะว่าในช่วงนั้นมันคือ The Great Depressionสิ่งที่หนึ่งสือพยายามจนมแนวคือให้คนไวกลางคนใช้เงินเพื่อซื้อความสุขเกษียรเร็วขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหมีงานทับกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนซึ่งมันตรงกับบริบทของยุคนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันที่เองก็มีอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเป็นแนวคิดที่พวกเราคุณเกินดีนั่งคือ American Dream ของ James Adams นั่นเองเกิดขึ้นใกล้เกียงกันเลย 1931 มันคือเดิมทีมันคือความฝันที่จะทำสังคมที่เรียกว่าทุกคนสามารถเข้าถึงสักยภาพสูงสุดของตัวเองได้โดยไม่เกียกฐานะกำเนิดมันเป็นเรื่องของการร่วมมือและความรัก Collectivity and Love เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าแต่ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นด้วยก็ทำให้ความฝันในบรรการ Dream ในเวอร์ชั่นเดิมเวอ จากความฝันที่จะสร้างสังคมที่ดีร่วมกันเนี่ยเหลือเพียงความฝันแบบ material plentyก็คือการมีบ้านมีรถมีค่าแรงสูงสูงนะครับ American Dream ในยุคหนังเนี่ยเราพูดถึงบ้านที่เรียกว่า White Picket Fenceถ้าเกิดเรามองภาพไปเนี่ยเป็นบ้านที่มีรถสีขาวนะครับเป็นบ้านเดียวนะครับมีรถสองคันนะครับพ่อแม่ลูกสองคนหมาตัวหนึ่งอะไรอย่างนี้คื แต่ว่าพอความฝันที่มันมี Collectivity and Love หายไป คนก็เลยมาหาอะไรที่มันฉาบสวยมากขึ้นAdmon Burgler เป็นนักจิตวิเคราะห์อธิบายพฤติกรรมนี้นั้นสือที่ชื่อว่า The Revolt of Middle-Age Manว่าทั้งหมดทั้งหมวนรวมอำรรการ Dream มาด้วย รวมมินลายคลาสิสต่างๆ มันคือความพยายามหนีจากความจริงที่น่าผิดหวัง เมื่อคนบางคนรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวแล้วก็จะแก่ตายมันมีคนที่เริ่มคิดแบบ Narcissistic Self Fulfillmentก็คือสวังหาคุ้มพึงพอใจของตัวเองเป็นหลักซึ่งตอนนี้ก็เลยทำให้หลายคนมีพฤติกรรมแบบเพียนๆขึ้นมานั่นเองถ้าเราจะใช้คำนี้อันนั้นแต่มันอันทิ้มพายโดยวิธีคิดแบบนี้ได้ทีนี้ต้องบอกว่าถ้าเราฟังอันนี้เสร็จแล ย้อนกับไปถึงตัวละคร Reggie Reggie ไม่ใช่เรื่องของชายสติแตกหรืออะไรนะมันคือผลผลิตของยุคสมัย พฤติกรรมที่ดูร้ายให้ผลของเขาทั้งเรื่องหนีงาน เรื่องแห่งต่าง เรื่องแซตเตอร์หรือกันอย่าเผาอดีทิ้งมันคือ ใช้ความว่าเสียงกรีดร้องของคนพยายามจะดิ้นลนภายใต้แรงกวดดันบังอย่างที่มหาศาสารปรติสำคัญจาก Mark เรากำลังถูกทำให้แก่หรือว่ามีแรงกฎดันบางอย่างจากวัฒนธรรมและแบบแผ่ชีวิตที่สังคมได้สร้างให้เราในคลับดังนั้น Midlife Crisis จึงไม่ใช่ปรากฎการตรงธรรมชาติแต่มันเป็น Social and Cultural Phenomenon เป็นปรากฎการทางสังคมซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสับซ้อนโดยประวัติษาติเศรษฐกิจและการเมื่อ การเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้เรามองตัวเองถ้าเราอยู่ในวัยนี้และคนรอบข้างด้วยความเห็นโอกเห็นใจมากขึ้นถ้าเรามีคนรอบตัวเราที่อยู่ในวัยนี้มี Life Crisisแล้วรู้สึกทำตัวอย่างปลากก็ให้รู้ว่ามันมีความอันธิบายอยู่กันกัน สรุปสั้นๆก็คือว่า Midlife Crisis เหมือนกับที่เราพยายามวิ่งแข่งในรูปที่ถูกสร้างขึ้นในอีกยุคสมัยนึงหรืออีกอาจจะถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยนี้ก็ได้แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่ามันคือรูปที่เราอยากจะวิ่งหรือเปล่าและเมื่อรูปวิ่งมันแคบเกินไป อุปกรณ์เราก็ไม่พร้อมพื้นผิวรูปวิ่งมันเริ่มแตกพังส ทีนี้ถ้าจะพูดอย่างนี้ผมก็จะช่วนคุยว่า อะไรที่จะช่วยให้คนในวันนี้ไม่ประสบกว่าเรื่องนี้ได้ ร่วมถึงอาจจะเป็นวัยเยอะกว่านี้ด้วยผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง อันนี้ส่วนตัวแล้วนะ อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับในเรื่องที่เขาบัญญายสิ่งที่สุดอันดับหนึ่งผมคิดว่าเราต้องมีเป้าหมายการมีเป้าหมายนี้เป็นสำค เป้าหมายจะเป็นอะไรก็ได้ แต่เมื่อหลายจะตามที่เรามีเป้าหมายแล้วมันแข็งแรงพอมันจะเป็นสิ่งให้เราเป็นเหมือนโครงไฟที่สองทางให้เราเดินไปข้างหน้าได้เป้าหมายคุณอาจจะเป็นเรื่องงานก็ได้งานอดิเรกก็ได้อาจจะเป็นเรื่องการทำอะไรบางอย่างก็ได้อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้มันอาจจะเป็นงานที่เราอยากจะช่วยอะไรกับสังคมรอบข้างเรา ทำงานชิ้นที่เราภาพคุมใจ งานอะไรๆ ที่เราเคยคิดจะทำมาตลอดชีวิตแล้วก็คุยจะต้องเริ่มทำสักทีหนึ่งผมว่าพวกนี้ต้องมีถ้าวันนี้คุณไม่มีแนวน้มเยอะมากที่เราอาจจะเกิดมินไลค์คลิสด์ได้เพราะฉะนั้นผมว่าเป้าหมายคืออันที่หนึ่งต้องมีเป้าหมาย ชีวิตต้องมีเป้าหมายไม่มีเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินอย่าง เราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เราต้องรับพิชอบเองไหมเพราะแม่เรามีสังคมมีอะไรพวกนี้ได้แต่ตัวเรามีหน้าที่รับพิชอบในการจากการเรื่องนี้เองเพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวกับแฟนคุณไม่เกี่ยวกับลูกคุณไม่เกี่ยวกับพ่อแม่คุณไม่เกี่ยวกับเพื่อนคุณไม่เกี่ยวกับแม่เราจะวางจิตใจของเราในเรื่องนี้อยู่ที่นั้นถ้าเรารู้สึกว่าเกิดเรื่องน คิดนี้ไหมก่อน ถ้ามีมาช่วยก็ดี แต่ผมรู้สึกว่ามันยากเราต้องช่วยเหลือตัวเองเรื่องนี้เราก็จะเริ่มมาจัดการชีวิตแบบที่เราอยากให้มันเป็นอันที่ 3 เท่าที่ผมไปคุยกับคนจำนวนมากมาที่อยู่ในไว้นี้คนที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีกับจัดการได้ไม่ดีมีอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นอย่างที่สำคัญคนที่จัดการได้ดีแทบทุกคนที่ผมรู้จ รวมถึงตัวเองด้วยคือคนที่ขอใช้คำนี้ออกกำลังกายยังหนักไม่ใช่อย่างเบาด้วยนะยังหนักยังหนักที่นี้คืออาจจะไม่ได้หนักแบบตลอดแต่ว่ามีความหนักอยู่เยอะออกกำลังกายเยอะเช่นออกทุกวันมีการออกกำลังกายเป็นหนึ่งในแฟคเตอร์ที่เหมือนกับเข้าห้องน้ำเลยคือไม่ใช่ว่าแบบขอใช้คำว่านี้เลยคือไม่ต้องมาต่อลองต ผมมาต้องพิจารณาแล้วนะครับแล้วก็อย่าลืมว่าอันนี้มันเป็นคำอธิบายเรื่องร่างกายด้วยนะเรื่องการสูญเสียโมนกร่ำเนื้อต่างๆนะพวกนี้เรารู้อยู่แล้วว่าอันตรายขนาดไหนแต่ว่าอันนี้เราทำเองได้ใครที่อย่างออกร่างกายน้อยนี่คือผมพูดอย่างนั้นผมคิดว่าเนื่องจากเรามีงานทำใช่ไหม คิดอย่างนี้ไปเลย ออกทุกวัน แต่ออกทุกวันเราไม่ได้ออกเรื่องเดียวกันไม่ได้ออกสำสวนกัน ใช่ไหมครับไม่ได้บอกเขาไปยกเวตทุกวันนะแต่ว่าบางวันคุณยกเวตบ้างบางวันคุณคารดีโอบ้าง บางวันคุณทำทั้งสองอย่างบางวันคุณไม่คารดีโอไม่เวตเลย แต่ว่าไปพิลาทีส์บ้างแต่ทั้งหมดทั้งหมวนนี้มันต้องอยู่ในพื้นฐานของโปริมาณ แล้วเขาอาจจะต้องเพิ่มขึ้นไปอีกด้วยนะมากกว่านี้แล้วผมเชียวว่าถ้าไหวนะครับถ้าไหวนะแนะนำให้ไปให้ไปแข็งอะไรสักอย่างมาละท้อนก็ได้ให้รอคก็ได้อะไรก็ได้การที่คุณไปแข็งมันจะช่วยเพิ่มเป้าหมายในการออกหลังกายในเรื่องนี้ไปด้วยในสิ่งที่คุณเริ่มกันไปสุดท้ายอันที่ 4 สำหรับคนไหวนี้ต้องมีเลยผมเรียกว่าเป็น Spiritual Practice ซึ่งมันมีความใหม่กว้างมากนะ สำหรับผมเนี่ยการเขียน บางทีเดี๋ยวนี้ผมเขียนบทความเนี่ยผมใช้ประการเขียนกับกระดาษเนี่ยอาจจะมันเขียนอยู่แบบชั่วโมงหนึ่ง คิดๆๆๆๆๆผมก็ถือว่าเป็น Spiritual Practiceแบบนึงของผมมึงกันเพราะว่ามันก็ได้ดาวน์โหลดสินที่อยู่ในหัวออกมานั่งสมาที แช้ง Ice Bath ผมชอบเป็นพิเศษแต่ว่ เพราะคุณมี Spiritual Practice ที่ดีและคุณออกรางกายเยอะสิ่งที่ตามมาเลยคือคุณจะนอนดีอันนี้มันชวยเลยเพราะว่ามันไม่รู้จะเอาอะไรมาไม่ดีถ้าคุณทำสองอย่างนี้คุณก็จะไม่ค่อยเครียดเพราะรางกายดีจิตใจดีเราจะไม่ค่อยด่าวง่ายแล้วผมเชื่อว่าการทำแบบนี้มันเกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องฮอโมนที่ดีด้วย ผมคิดว่าเกี่ยว ถ้าไปถามคุณหมอ คุณหมอจะอธิบายได้ลึกซึ่งวันนี้ แต่ผมรู้สึกว่าเกี่ยวมากๆโอเค เนื้อหากของเราวันนี้ก็ประมาณนี้นะครับMission to the Moon continue with your mission วันก่อนนี้ผมเขียนโปสต์อันหนึ่งเขียนไปเรื่อย ไม่ได้วางโครงเรื่อง ไม่ได้คิดว่าจะเขียนไปถึงยาวแค่ไหนแต่ว่าเขามีคนแชร์ไปเยอะ มีคนมาคอมเมนต์เยอะมากเป็นโปสต์ถึง Gen X ผมเขียนว่าถึง Gen X ตอนปลาย Gen X ตอนปลายคือปลายๆของ Generation X Generation X จบที่ปีเกิด 2,523 ก็คือ 1,980 เพราะฉะนั้นตอนปลายก็คือคนที่เข้ามาหาลาย ID ประมาณ 3,5,3,6,3,7,3,8,3,9 ก็คือวัยผมจริงๆที่เขียนมันเพราะว่าปีนี้ผม รุ่นผมในครบรอบ 30 ปีเพราะฉะนั้นนี้ก็เลยเหมือนกับก็มี Activity กันพอหลุมควรแล้วนะเดี๋ยวเราจะกรุปผมนะฮะเดี๋ยวเราจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันที่ไปกันแบบครบครบทั้งกรุปอย่างนี้ครั้งสุดท้ายคือตอนเรียน เพราะว่าคนมันเยอะ มันก็จะมีกลุ่มแลกไป แต่ว่าทั้งกลุ่มจะไปเที่ยวต่างจงหวัดกัน ซึ่งคนคอนเฟอร์มาเยอะพอสมควรแล้วแต่ว่าเดี๋ยวไปถึงบรางจริงได้กี่คนไม่ดูไปคืนนึง
45:14
โห่นี้ก็คือตื่นเต้นกันมาก เหมาะตรงนี้จะไปอีกสองเดือน แต่ตอนนี้ก็ตื่นเต้นกันมากผมก็เลยเขียนไอ้โพส์นี้ขึ้นมา และคนก็ดูชอบ ท่านจะเป็น Gen X Gen Y Gen Baby Roomer Gen Z เข้าฟังได้ฟังไปเป็นเพลินแล้วกันนะถ้าอายุใกล้กล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้ายกล้าย ถ้าถามว่าเขาเรียนมหาวิทยาลัย ID เท่าไหร่เนี่ยคุณจะตกใจมากเพราะว่า ID ของคนที่ทำงานเด็กๆ ส่วนใหญ่ตอนนี้คือขึ้นต้นด้วยเลข 6 แล้วเราขึ้นต้นด้วยเลข 3 คือมันเยอะมากก็ตกใจนึงถามทุกครั้ง ตกใจทุกครั้งคือรู้นะว่าน้องเขาเด็กกว่าเราเยอะ พอฟังเป็น ID แล้วว่า มันนี้ก็ตอบ ID 62 ค่ะพี่แล้วผมไก่จังนะครับผม ID 39 นะครับแล้วอย่างที่บอกนะครับเพื่อนริญาตรีของคุณ Gen X ตอนปลายคุณรู้จักกันมา 30 กว่าปีแล้วนะนะครับสำหรับใครที่ครบรอบ 30 ปีพอดีปีนี้ก็ควรจะมีงานเลี้ยงใหญ่จากรอบเหมือนกันนะเหมือนกับแบบเลี้ยงรุ่นใหญ่อะไรอย่างนี้นะครับเลี้ยงรุ่นเรามีอยู่แล คนยุคนี้ตอนปลายเป็นยุคที่ผ่านทั้งอันหลอกและมาสู่ดิจิตัลเต็มรูปแบบอย่างแท้จริงคือยุคอันหลอกมันเริ่มต้นจากก่อนมีเพจเจอร์ก่อนก่อนมีเพจเจอร์ผมก็ประมาณม.3 ม.4มังก่อนมีเพจเจอร์สมมุติคุณนัดเจอเพื่อนเชสเตอร์สยาม 10 โมงถ้าเพื่อนมาสายไม่รู้ทำไงนะเพราะว่าคุณติดต่อกันอย่างไรเพจเจอร์ก สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องยืนลอจงกว่าทุกคนจะมาครบแต่สมัยก่อนคนไม่ค่อยมาสายเพราะด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนรู้ว่าถ้ามาสายเพื่อนมันไม่รู้ติดต่อกันยังไงคุณจะเคยเอาเทฟไปแชร์แข็งนะครับหลายคนบอกแชร์แข็งทำไมเพราะเทฟมันยืดเลยไปแชร์แข็งเราจะมีช่องวิทยุสมัยก่อนที่คนชอบฟังอย่างเช่น Hot Wave Radio World มันมีอะไรก่ะ แต่เขาจะชอบมี Top 20 นะครับ แล้วสมัยก่อน เราก็จะ...Top 20 เป็นเจนบ่ายวันอาทิตย์นะครับ เราจะไปอัดเพลงนะครับ แล้วก็อัดกดอัดจากวิธิยุ อะไรอย่างนี้นะครับแล้วก็เราจะมีแบบ อัดเพลงเป็นนุ่นม้วน เป็นเหมือนทำ playlist สมัยเนี้ย แต่ว่าสมัยความคุณอัดเป็นเทพ มีความซับซ้อนกับกันเยอะมากนะครับ ยุคนั้นจะถ่ายรูปก็ต้องคิดดูก่อน ไม่ถึงว่ากว่าจะกดชัดเตอร์ต้องคิดเราคิดอีก เขาว่าคุณมี 24 รูป 36 รูปรูปฟิลมแล้วถ่ายเสร็จคุณก็จะมาแปะบอดหน้าห้องเขียนเบอร์เพื่อนก็จะมาบอกว่าเอาอัดอันไหนบ้างรูปสมัยก่อนมันจึงแบบ มันต้องคิดเยอะก่อนกด ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ก็คือแบบกดลัวหมดเลยประสบการณ์อาจบอกมีอีกเยอะมันจะมีช่วงสะสม CD ใครที่ชอบสะสม CD น่าจำได้ว่าต้องเก็บเงินค่าขนมเพราะ CD มันแพงตอนผมเป็นวัยรุ่นวง Oasis ดังมากและ Oasis มันก็จะมี CD CD version อังกฤษ CD version Australia สมัยก็ต้องไปซื้อที่ร้านที่สยานแพงมากนะ หลายร้อยอ่ะนะฮะ แล้วก็สมัยก่อนทองบาทไม่กี่พันบาทอ่ะแล้วก็ยุกแบบยุกอันหลอกจริงๆแล้วคุณ Gen X ตอนปลายเนี่ยก็ ก็อยู่กันมาจนถึง Cross Co-Work จนสุด ๆ นะบางทีนะ รู้สึกโขยหาโลกอนาลอกเหมือนกันวันก่อนนี้ผมไปเจอผู้บริหารของมามาแล้วเข้าเอาแผ่นไวนิลมาให้คือผมเนี่ยคิดอยู่นานแล้วว่าจะกลับมา จะกลับมาเล่นแผ่นเสียงจริงจังพอได้แผ่นนี้มาเป็นแผ่นแบบเพลงพิตโตร้องกับเป็นเพลงพิเศษเขาทำไม่ได้ขายนะทำเหมือนแจก อะไรเงี้ย แล้วก็แบบมีโตรร้องกับคุณอิ้งอะไรพวกนี้นะฮะ แล้วพี่อยากฟังตอนนี้ก็เลยไปเซ็ตอัพพวกไอ้แผ่นเสียงเพราะพบว่าคนไวเรานี่มันหวยหาโลกอนาลอบเหมือน่ามีคนกลับมาศาสสมสเต็มตัว ซึ่งแบบ สมุตสมุตสมุตผมหายไปไหนก็ไม่รู้ค่ะคือถ้าแบบผมหาเจอ ตอนนี้หน้าขายหลายต่างนะเพราะว่าตอนแต่ก่อนก็สะสมแบบจริงๆมันนะนะโอ้โห มีสมุตสมแบบจำได้ว่ามีสมุตสมของในหลวงรอ 9 ที่เป็นทองนะครับ โอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวยมากนะแสดมอันนั้นเนี่ยโอ้โห สวย เดี๋ยวนี้ถึงไวขับรถปิดวิทยุข้อ 5 ผมว่าอันนี้ข้อนี้สุดๆเลยคือว่าเราเป็นยุคที่ไม่มี Social Media มาบันทึกเรื่องราวต่างๆ ความบ้าบ่าบ่าบ่าใช้คำนี้แล้วกันเพราะมันไม่มีกล้องคือมือถือยุคนั้นมีแล้ว มหาไล่แต่ไม่มีกล้องมันเป็นมือถือ Motorola โชคดีมาก ถ้าสมัยก่อนมีถ่ายคลิปถ่ายแล้วดูไม่จือทีเดียวหลายคนหน้าที่การงานใหญ่โตทุกวันนี้ถ้าไปเห็นสมัยนั้นร่วมดึงผมเองด้วยดูไม่จือด่ะคุณคือดีละที่ไม่มีนั่งคุยยังตลกคำขันความทรงจำบาบาบาบาพวกนั้น เพียงๆ สุดๆ มันถูกบันถึกไว้ในความทรงจำของคนที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นแล้วก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันมาเรื่องเล่าในวงเล่าต่อกันมาไม่มีหลักฐานบันถึกไว้ซึ่งดีแล้วอันนี้คือถ้าคุณอยู่ในไวนี้จัน Exxon Prime คุณอยู่ใกล้ 50 มากกว่า 40เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมละร่างกายมันจะไม่ค่อยตามใจแล้วละ ก็คือต้องนอนให้ดี ออกกำลังกายเอาเยอะแล้วกินให้ดีทุกวันนี้ถ้าถามว่าออกกำลังกายเลือกบางอย่างได้ผมจะเลือกยกเวทก่อน เสมือเพราะว่าร่างกายมันสูนเสียมวนกร้ำเนื้อเวลายุขนาดนี้ข้อต่อมาในความคิดในตรงผม สิ่งที่คุมค่าที่สุดที่เคยทำมาเกี่ยวกับตัวเองคือทำレสิกซึ่งผมมาทำตอนอายุเยอะแล้วประมาณสัก 40 เสียดายรูงนี้ทำก่อนดีกว่าเพราะว่าทำแล้วมันดีมากเลยคือทุกวันนี้ที่เห็นผมใส่แว่นเนี่ยมันคือแว่นใส่ตายาวแต่ว่าจริงๆ ไม่ใส่ก็ได้แว่นแว่น Progressive ที่ใส่ตาสั้นเป็น 0ใช้คำนี้ดีกว่าเพราะว่าผมติดหน้าตัวเองที่ใส่แว่นแต่จริงๆ ไม่ใส่ก็ได้แต่ว่าใส่ตามันก็เริ่มยาวแล้วเพียงแต่ว่าผมใส่ ทำอะไรสิ่งเสร็จนี้คือชีวิตเปลี่ยนเยอะมากอีกเรื่องนี้ที่ดีมากคือปลูกผมเพราะว่าผมทำให้หน้าเด็กนงเยอะข้อรับมาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะอันนี้พูดถึงผู้ชายแล้วกันนะ ผู้หญิงผมไม่รู้ผู้ชายไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะล่ะยุกนี้ขอนน้อยๆแต่คัดติ้งดีๆไม่ต้องมีห้องยิห้ออะไรให้เห็นหรอกแต่ว่ามันเนียบด้วยตัวมันเอง โลงทุนกับสูตร กังเกง โลงเท้า เสื้อเฉิร์ดี ๆ คุ้มไม่ต้องมียิห้อเลยนะ ไม่ถึงว่าไม่ต้องเห็นยิห้อให้มันดีด้วยตัวมันเองพูดถึงเรื่องเสื้อผ้าเดี๋ยวอาจจะทำเอพิโสดนึงอยากจะเล่าเรื่องช่วงนี้ผมกลับมาเรียกว่าแต่งตัวแบบ Classic Men's Wear แล้วกันคือก่อนนั้นผมก็แต่งตัวอะไร ผมไปเรื่อยเปือยใส่ยีน ใส่เสื้อ ก็ไม่ได้โชนโรมาณก็แต่งอย่างนี้แล้วก็เลยเริ่มมาศึกษาพวกเรื่องผ้าตัดสูตรร้านตัดสูตรเสื้อเชิร์ต โรงเท้าบอกเข้า ๆ ก็ได้ถ้าใครชอบพวก Accessories รวมถึงเสื้อผ้าอะไร ๆ ด้วยเนี่ยร้านที่ดัง ๆ ของเมืองไทยก็จะมี Decorum กับ RefinementDecorum ก็มีหลายสาขาDecorum ก็มีของยัว ๆ เลยร้านตัดสูตรที่ผมชอบมาก ๆ คือตัดเสื้อเขาแล้วเขาตัดเสื้อเชิญเนียบมากตอนนี้ก็เลยไปตัดสูตรก็คือ Color ที่ REแล้วก็ที่ผมตัดบ่อยมากอีกล้านนึงก็คือร้าน Manny
53:48
คุณ Max นี่ก็ตัดสูตรดีในตัวนี้ก็ของ Manny แล้วก็เลือกผ้าคุณอยากเลือกผ้าแบบถ้าคุณจะเอาเนียบคือผ้าแพมันก็จะเนียบขึ้น มีอะไรกับ ลงเท้า ร้านทรี นี่เป็น Craftmanship ระดับโลกเลยทรีที่แบบว่า 3 มันนะครับ ทรีชูดดีมากนะครับ คุณจุย ผมแนะนำว่าลงเท้าหนัง ถ้าคุณตัด สำหรับผู้ชาย บางทีดีว่าซื้อเหตุผล เพราะว่าเท้าลงทีมันกว้าง เท้าแบนด์ อะไรอย่างนี้ ลงเท้าหนัง โดยเฉพาะถ้าคุณไปซื้อแรนด์อังกฤษ พวกCrockett & Jones พวกJohn Lobb อะไรพวกนี้คือมันสวยนะ พวกนั้นสวยแพงจัดเลย แต่ว่ามันไม่เข้ากับหน้าเท้าเราอ่ะ มันแส่ไม่สบายแต่ว่าถ้าคุณได้ตัด ผมใส่ลงเท้าพวกนี้เดินไปเที่ยวต่างประเทศนะเดินวัน 29,000 ก็ใส่ได้ คือคือมันจะใส่สบายขึ้นเยอะ มันมีการเ� นี่ต้องบอกว่ากันเกงร้านนี้ผมชอบมากแต่ตอนนี้เขาเริ่มดังแล้วดังมากเลยแหละเพราะฉะนั้นก็ต้องจองคิวกันนี้หนึ่งชื่อ The Confident Bespoke Houseดีมากตันเกงนะหูร้านนี้สุดๆเลยกันเกงแบบกันเกงผ้าดีมากชอบมากมีอะไรสูตรเชิร์ตกันเกงรงเท้า อาจเชิร์เชิร์เชิร์เชิร์เนี่ย ถ้าคุณเป็นคนหุ่นสแตนดาดคุณซื้อก็ได้แต่ถ้าเกิดคุณคุณไม่ค่อยสแตนดาดซึ่งผมอย่างนี้คุณไม่สแตนดาดผมแบบ รอบตัวกว้างกว่าปกติเพราะฉะนั้นเชื่อๆผมก็เลยชอบตัดมันก็จะเข้าตัวเรามากกว่าพวกนี้เพราะเราไม่ต้องมีเยอะของพวกนี้เราแม่สสีเอาคุณแต่งได้หลากหลายลูกมากโดยไม่ใช่มันจะต้องมีสูตรเต็มตู้พูดจริงมีเอาเนียมเนียไม่กี่ตัวก็พอแล้วแต่ถ้าลงคุณทำดีๆคุณใส่คุณจะมั่นใจความมั่นใจเป็นเรื่องสำคัญ ข้อต่อมา บางทีคุณจะเบื่อเบื่อโลก ไม่ได้เบื่ออะไร ไม่เห็นมีอะไรเลย ซึ่งไม่ต้องแบบใจ ถ้าคุณไปถามเพื่อนคุณก็เป็นต่อมาคือ เวลามีคนมาเรียกลุง ถ้าเป็นผู้หญิงก็คือเรียกป้า คุณจะเริ่มชิน ๆ แล้วเพราะว่าสมัยก่อนจะรู้สึก เฮ้ย บ้า เราเพิ่งวัยรุ่น ผ่านวัยรุ่นมาเอง แต่วันนี้เริ่มรู้สึงจริงว่าวันเราก็ถึงไว้นั้นล่ะน้องที่ทำงานหลายคนเราโตกับพ่อเขาอีกนะ ไม่ถึงว่าเราอายุมากกับพ่อเขาอีกซึ่งก็เป็นลุ่งจริงนั้นแหละวันของคุณยาวแต่ปีของคุณสั่นคนอายุมากขึ้น วันมันจะนานแต่ปีมันเร็ว คนยุคไวเนี้ยจะเริ่มชอบทำกิจกรรมแบบเป็น Adrenaline Ratch เช่นแบบนิ้นมาทรอน อาจจะไม่Ratchมากปีนขาวกระโดดล่ม สกายร้ายวิ่ง ขับลดแข็งอะไรพวกนี้นะครับอยากเข้าคำท้าทายด้วย แต่ว่าส่วนหนึ่งเพราะว่าเราก็ยังอยากจะรู้สึกรึก หรือว่าเฮ้ย ยังไหวหน้าอะไรอย่างนี้นะครับเราก็ไม่อยากแก่ว่างั้นเธอข้อต่อมานี้จะเซ็นท ที่ถูก lay off จากงานในฟิลที่เขาทำเป็น Professional มา 30 ปีคือบางคนทำงานในฟิลที่แบบเฉพาะทางมากๆแล้วก็เก่งมากด้วยในฟิลครับเพื่อนผมเป็น...คือผมจบวิศวาเพื่อนผมประมาณสักครึ่งก็ยังคงอยู่ในฟิลของ Engineeringก็ฟิลก็มีความเฉพาะทางก็จะมีโทรศัพท์ที่แบบเนี่ยถูก lay off ช่วยหางานหน่อยซึ่งเราก็แบบ...
57:20
ก็ไม่รู้ คือก็พยายามนะ แต่มันยาก มันย่างจริงเพราะว่า ถูก lay off ไวนี้นี่ไม่ตลกเลยคือมันเป็นอะไรที่แบบโหดจริงๆ โหดจริงๆนะ โหดมากๆก็เป็นกำลังใจให้นะ ผมก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกันนะ แล้วผมรู้สึกว่ามันจะไม่จบแค่นี้คือช่วงนี้ได้รับโทษศาพแบบนี้บ่อยแต่ผมไม่รู้สึกว่ามันจะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ มาอ่านตอนโตแล้วมันไม่นุกแล้วว่ะแปลกดีเหมือนกันของกินก็เหมือนกันนะของกินที่คุณเคยชอบกินมากๆตอนเด็กเด็กอย่างสมัยก่อนเนี่ย เราเลิกเรียน วันที่แบบ วันพิเศษหน่อยเราจะไปกินข้าวที่ตลาดสำญ้านกัน ตอนนี้ไม่มีแล้วเมนูพวกนั้น ผมเคยตามกับไปกินอีกทีหนึ่งนะผมแบบ เห้ย ทำไมตอนเด็กเราชอบกินอีกพวกนิดนึงเลยว่า อยู่นี้กินไม่ได้แล้วว่า มันเข้มข้นไป หรือมันรถแบบ มันหวานไป มันอะไรอย่างนี้ไป แต่ตอนเด็กชอบกินมากนะแต่ว่าของที่ต เช่นมะละเป็นต้น ข้อต่อมาคือคุณรู้ว่าเวลาที่คุณไม่ป่วย คือเวลาที่คุณมีความสุขที่สุดละการไม่ป่วยเป็นราบอันประเสริจจริงๆดังนั้นคุณจึงกล้าลงทุนกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ของที่ไม่เคยคิดว่าจะซื้อเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพแพงๆ นะ กล้าซื้อไว้ บางอย่างแพง บางอย่างหลายตั้งนะครับ แผงมารูมถึงการไปหาหมอ ชะลอไว้ที่เราไปด้วยเนี้ยนะครับ บางอย่างก็แผง แต่เราก็รู้สึกว่า โอเค มันต้องลงทุนครอบเรามาคือ คุณเริ่มเข้าใจแล้วว่าความสำเร็จไม่ได้หมายถึงตำแหน่งนาที่การงานสูง ๆ อะไรพวกนั้นแต่เพียงอย่างเดียวซึ่ง ๆ ความสำเร็จในวันนี้มันคือการที่ตื่นเช้ามาแล้วเราไม่เกลียดชีวิตตัวเอง ข้อต่อมาคือถ้าคุณพ่อคุณแม้ใครยังอยู่นี่คือความโชคดีที่สุดของคุณแล้วตอนนี้เราไม่เถียงกับพ่อแม้แล้วเราเห็นอะไรไม่ตรงกันเราก็แค่เงียบเพราะเรารู้ว่าเวลาที่จะได้ใช้ด้วยกันนั้นมันมีค่ามาก ๆ แล้วมันก็มีจำกัดด้วยข้อต่อมาคือคุณจะเริ่มเซนสิทีฟกับเสียงมากขึ้นอันนี้ผมเป็นมาก ๆ เลยนะฮะ แบบไม่ไหว อยู่แล้วไม่ไหวจริงก็เลยงงว่า ตอนเด็กๆชอบไป Music Festival ไปได้ไงว่าคือทำไมตอนนี้ไปไม่ไหวแล้วข้อนี้ผมก็รู้สึกว่าเป็นเยอะเหมือนกันก็คือว่าเดี๋ยวนี้ชอบอยู่บ้านจริงๆ ชอบอยู่บ้านมานานแล้วแต่จำไม่ได้ว่าเกิดขึ้นตอนไหนเพราะจำได้ว่าสมัยก่อนวันสุข ต้อง thank god it's friday ใช่ไหมต้องไปกินเล่ากับเพื่อนอะไรอย่างนั้นหลายคนนะนัดการ friday night ต้องไป hang outกันเพราะก็ว่าเลิกไปแล้ววันสุขไม่ได้เป็นวันแบบนั้นแล้ววันสุขสมัยก่อนมันจะเป็นวันแบบโอ้โห แบบเต็มที่ฉันเก็บกดมาทั้งอาทิตย์ใช่ไหมแต่ไม่ ทุกวันนี้วันสุขก็คือดีใจได้กลับบ้านมานอนได้อ่านทั้งสือ ได้ทำอาหาร แต่ง God is Friday อีกต่อไป เข้าต่อมาคือคุณเริ่มเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นมะเร็ง เป็นหัวใจ เป็นเบาหวาน เป็นอะไรต่างๆฟังข่าวแล้วก็เศร้า หลายคนก็ เพื่อนหลายคนก็เสียชีวิตไปคุณเริ่มนั่งเวลาไปวัดคุณเริ่มนั่งใกล้ข้างหน้าขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย สำหรับคนที่มีลูกนะครับ ลูกคุณตอนนี้ก็น่าจะไวรุ่นแล้วนะกำลังจะเข้ามาหาไลก็แปลว่าสมัยก่อน ตอนที่เราอายุขนาดนี้เป็นยังไงเดี๋ยวมันก็จะว่นกลับมานะครับแต่คุณก็รู้แหละว่าการลิงลูกมันไม่มีแมนูที่ถูกต้อง 100% นะครับทำได้ดีแค่ไหนทำได้ดีสุดแค่นั้นแล้วก็หวังว่ามันจะโอเคนะครับก็อย่าไปโท� ต่อมาคือเราเริ่มรู้แล้วว่าใครจริงใจไม่จริงใจ 30 ปีของการใช้ชีวิตทำงานมันกลองคนไปเยอะมากตอนนี้เราจะไม่เสียเวลาคนไม่จริงใจต่อไปเพื่อนอาจจะไม่เยอะ แต่มีแต่เพื่อนดีๆแต่เราก็ไม่หยุดที่จะเปิดโอกาสให้เพื่อนใหม่เข้ามาเช่นกันถ้าโชคสตาพาคนอันเข้ามา ต่อมาคือหลายคนอาจจะเริ่มกินเรื่อง Second Career หรือว่า Passion Project บ้างแล้วหลายคนอาจจะเริ่มอยากจะเปลี่ยนอาชีฟช่วงนี้ซึ่งเป็นจังหวัดที่ดีนะผมแม่เพราะว่าตอนนี้มันยังมีแรงอยู่ถ้าไปใก่กว่านี้แล้วอาจจะพลังงานไม่เท่านี้แล้วก็ได้ต่อมาคือคุณเริ่มสนใจเรื่อง Legacy มากกว่า Achievement แล้วนะครับเมื่อก่อนอย่าผสบความสมรัจตอนน ต่อมาก็คือว่าถ้าไปเที่ยวแล้วเหนื่อยมากๆโปรแกรม 6 7 8 ไปแบบ 7 ประเทศ 7 วัน 15 ประเทศอะไรเนี่ยนะขอนอนอยู่บ้านอีกกว่าเหนื่อยไปเที่ยวคือการไปนอนเปลี่ยนที่นอนพักผ่อนนะครับคุณอาจิคิดว่าคุณไม่ติดมือถือ จริงจริงว่าคุณติดมือถือพอสมควรทีเดียวนะเวลาหุ้นขึ้นหุ้นลงทองขึ้นทองลงอะไรเนี่ยนะ สำหรับน้องที่ทำงานที่คำนานของคุณอยู่ตอนนี้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน สิ่งที่มีค่าที่สุดที่คุณให้เขาได้ไม่ใช่ความรู้ แต่คือประสบการณ์ที่คุณสะสมประสามสิบกว่าปีความผิดพลาดที่คุณเคยทำ เส้นทางที่คุณเคยเดินผิด สิ่งเหล่านี้ช่วยเขาได้มากกว่าทั้งสื่อเรียนเล่มไหนหรือว่าคอร์ส เรียนคอร์สไหน คุณเริ่มกล้าพูดว่าไม่รู้มากขึ้นเมื่อก่อนอาจจะเป็นจะต้องมีความมีภาพแล้วก็ต้องรู้ทุกเรื่องตอบทุกคำถามตอนนี้การบอกว่าไม่รู้นี่เป็นความสบายใจด้วยซ้ำคุณน่าจะเริ่มมีของสะสมที่เป็นของแบบตอนเด็กๆไม่รู้ทำอะไรกับมันนะครับเช่นเสื้อนักล้องมีไหม เสื้อวะวงโมเดลอะไรอย่างงี้นะครับทิ้งไม่ลงหรอก แต่เก็บไม เราเริ่มทรัพท์ซึ้งกับเรื่องเร็งน้อยๆ ที่ไม่เคยสนใจแสงแดดตอนเช้า คาแฟดีๆ มากขึ้น สิ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นความสุขของวันนี้เลยแล้วผมก็ทิ้งไทยว่าเราอ่ะ โชคดีนะเราเห็นโลกเปลี่ยนจาก Analog เป็น Digital เห็นการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตiPhone สมาร์ทโฟน เห็น AI ถ้าเราโชคดี แล้วยังสุขภาพดีอยู่ แล้วมีอีก 3-40 ปีข้างหน้า น่าจะเห็นเราอีกเยอะมากเลยเรียกว่า Second Half ที่เหลืออยู่นี้อาจจะดีกว่า First Half แต่อีกถ้าใช้ยังมีสติอันนี้ก็ที่ผมเขียนแต่ว่าก็มีอันที่คนอื่นเขียนเหมือนกันซึ่งน่าสนใจมากคุณหน่วยพงสุขเขียนว่าเริ่มรู้แล้วว่าเวลาแพงกว่าเงินความเก่งอย่างเดียวไม่พอ เราเริ่มมองหาคนรุ่นใหม่หรือคำเอ็นดูมากกับตัดสินและสุดท้ายเราเริ่มรู้ว่าชีวิตไม่ต้องรีบแล้วพี่โจ้ว่าว่าดาราที่คุณข้างใครสมัยตอนเด็กตรงนี้อายุอนามปลาเข้าไป 60 แล้วตอนเด็กเด็กเคยข้ามถนนแถวบ้านในความย่างลำบาบเขาโตขึ้นรู้สึกว่าทำไมถนนเล็ดจักเราเคยหวาดกลัว เอาหัวซุกหมอนจากละครช่องเต็บ ตุกตาผีใช่มั้ยใช่มั้ย น่าจะชื่อนี้เราเคยเล่นเป่าโกบโดดยาง ถอยลุมบากเก็บวิ่งเปรียวเคยเล่นหมดเลยเคยโทรขอเพลง เออผมลืมเรื่องนี้ไปได้ไงโทรขอเพลง แต่โทรติดยากมากนะ สมัยก่อน พบผักลิ้งค์ไวข้างเอวต่อแถวโทรมือศึกรับบ้านคือ 3 บาทคุณอาทิพย์ไว 50 คุณไม่กลัวอายุที่เพิ่มขึ้นแล้วจงกันข้ามกับรู้สึกดีอย่างประหลาดรู้สึกว่าได้ทำหน้าที่แม่งยาวนานยิ่งคนปลอดนี้มีเงินเก็บจะยิ่งรู้สึกว่ารอวันได้เที่ยวแบบ หนุ่มแบบไม่ต้องกำว่นอีกครั้ง เหมือนนักวิ่งมาราทนที่เหลือย้ำไม่กี่โลลละ คิดถึงสุมหาหารเครื่องดื่มมือซ้ายถือเบียง มือขวาถือหมูปิ้งเอาเห็นภาพเลยนะฮะนี่ผมอ่ายแบบคนแก่จัดเลยนะฮะหลายคนบอกว่า นึกถึงซาวเบ้าเทพ ลดเมสีต้องเงินคลีมแดงรถมียังอยู่นะฮะประกาศผลเองทรันที่สนามจ แต่น้อมอนแต่ก่อนเป็นร้านแบบบุฟเฟตอนนั้นหลังๆอีกท่านบอกว่าเราจะรู้ว่านี้รันไม่มีจริงฉะนั้นสนใจความสุขนาคตให้น้อยลงใช้เวลาตอนนี้ให้มีความสุขมากขึ้นทำสมาที่สมารถเสมอทำให้เราสดชื่นเพราะมีสติและมองภาพอดีตได้รายให้กลายเป็นธรรมดาและธรรมชาติ จริตความชอบของเราจะชัดมากขึ้นนะครับเราจะเพิ่มหรือปรับเป้าหมายเพื่อเติมเต็มสิ่งนั้นเริ่มจากหาแนวร่วมเพื่อนแนวร่วมใหม่ให้ทำให้เกิดขึ้นนะครับรู้สึกว่ามีคุณค่า มีความสุขเลยไม่ต้องมีใครเข้ามาในชีวิตมีอีกเยอะ ๆ มากมายเลยอันนี้ก็น่าสนใจนะครับคุณธานีบอกไหมบอกความรู้สึกเรียน ๆ ผ่าน Operator 1144 คือแพลกลิงค์ใช่ไหม โวลเพจ141 142 แล้วมันมี 151 152 ด้วยใช่ไหม อันนั้นคืออะไร โฟนลิงค์มันก็จำไม่ได้แล้ว ก็ยังเกินเวลาบอก เพราะว่าสมมติทุกคนจะไปพูดเรื่อยๆ ก็คุณต้องไปพูดออกไปเรเตอร์ฟัง อีกท่านบอกว่าคุณเล็กก็บอกว่าเรื่องชีวิตคู่ช่วงนี้เมื่อคนอาจจะไปเจอทางแยกจะบอกว่าไม่เป็นไรนะเราต้องคอรบกันแต่สินใจของเขาเราทำได้ไข้อีกพอนะเขาโชคดีเราอาจจะรู้สึกแตกสลายแต่มันเป็นการขยับเข้าที่เขาทางตั้งหาอีกท่านบอกว่าเมื่อก่อนอยากกินอะไรต้องนับเงินในกระเป๋าตอนนี้ต้องนับแควและน้ำตาลถูกต้อง ทริปท่องเที่ยวเปลี่ยนจากที่กินเล่ามาเป็นเปลี่ยนที่นอนแทนในวันนี้จะชอบเสบเรื่องบวกๆมากขึ้นซีรีสหรือหนังที่ดูแล้วชื่นใจสบายใจมากกว่าตื่นเต้นเตราใจที่มาพร้อมความเครียนอยากเสบความสุขมากกว่าจริงนี้ก็ชอบดูหนังฟิลกูลเยอะๆดูนั้นเจอด Diaryทุกวันนี้ก็ยังอ่าน Diaryอยู่นะการ์ทโทรศัพท์การ์ทโท ตอนมาหาอะไรติดต่อกับเพื่อนทางจดหมายอยู่ใช่ครับ ยังเขียนจดหมายอยู่เดินทางด้วยเครื่องบริน สมัยก่อนหลูหลาอร่างการมากยากมากนะ สมัยก่อนที่จะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเครื่องบรินนะครับคือเป็นเรื่องใหญ่มากแล้วกันไวนูนต้องมีเงิน ต้องมีกระเป๋าตังติดตุนออกจากบ้านได้ไวนี้ต้องมีทรศัตร์
67:23
กระเป๋าตังอาจจะไม่ต้องก็ ไม่มีสตรูที่แท้จริงนอกจากตัวเอง เขาเป็น Better Version ของผู้วัญแค่ 1% ก็พอหลายท่านบอกว่า จริงๆ Gen Y นะ แต่ก็ทันหนึ่งอันนาที่ผมพิมพ์มาเนี่ยนะฮะคิดถึงชีวิตอนาหลอก Gen Y นี่เขาก็จะอนาหลอกเหมือนกันแต่ว่า แต่ว่าจะเป็นรุ่นที่อย่างน้อยต้องมีโทรศัพย์มือถือแล้วแหละตอนไวรุ่นใช่ไหมครับคุณหมอท็อปนะครับคุณหมอท็อปก็บอกว่านี่แหละเอาหมอท็อปไวเดียวว่าผมหมอท็อปนี้แข็งแรงมากนะครับก็ไปติดตามได้นะใครติดตามสุขภาพติดตามหมอท็อปได้นะครับถ้านึงบอกว่าเริ่มเฉยๆเวลามีคนนินทาหรือเข้าใจผิดเหล่าแล สิ่งที่มาพร้อมกับอายุมากขึ้นคือเรื่องนี้แหละ เรื่องแบบเออ ชั่งๆมันเหอะ ตนใจเลยมากๆอีกท่านบอกว่าตอนนี้คนพบว่าน้องใหม่ในทีมเรา บางคนพ่อแม่อายุน้อยก็เราอีกทูครับจริงๆจะบอกว่าส่วนใหญ่ด้วยซ้ำนะ ถ้าเกิดว่าไปถามนะฮะแล้วก็ก็บอกว่าเราซื้อสายของตัวเองแล้วคนรอบค่ามากขึ้นในก็ขนาดคาดหว่างคนอ อีกท่านหนึ่งบอกว่า สมุทย์จอดเบอร์ทเทอร์สับแบบ เป็นแม่เหล็กประกบกัน คือนวัตกรรมสุดวาวไม่เคยไม่เห็นมานานมากแล้วมีคนพูดเรื่องขับรถเกียร์กปก สมัยนั้นรถเกียร์ออโต้มีแล้วแต่ถ้าคุณเรียนขับรถ คุณต้องขับเกียร์กปกเป็น คนยุกนั้นขับเกียร์กปกเป็นน่าจะเกือบทุกคนนะ เพียนว ก็มีคอมเมนต์ต่างๆ เยอะๆเลยนะฮะ ลองไปอาจดูกันได้เอาอันนี้ไม่เอาสุดท้ายแล้วกันนะครับคุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้จดบันถึงไดอรี่ถึงเหตุการสำคัญในชีวิตเอาไว้ทำให้สามารถย้อนเวลากลับไปพบกับความสุขในวันวันได้ในขณะที่จิบชายอยู่มันโซฟาในคืนวันสุขตอนนี้น้ำตาหุดอุนอย่างความคิดถึงเพื่อนเ� มีอีกเยอะเลยนะครับ มีคนคอมเมนต์มีอีกหลายร้อย ผมคงอ่านไม่จบ แต่ว่าอยากจะบอกว่ามาคอมเมนต์กันได้ว่าเป็นไงสนุกไหมนะครับ ยุคนั้นเป็นยังไงกันบ้างนะครับ แล้วก็ฟังแล้วคิดถึงเรื่องเก่าเก่าหรือเปล่า สำหรับผมสิ่งหนึ่งที่พาย้อนกลับไปถึงเวลาตอนเด็กๆได้มากๆ คือเพลงค่ะ คือมันจะมีเพลงย เราฟังกับเพื่อนตอนนั้นแล้วเราก็จะเป็นเหมือน Time Machine ยอนกลับไปฟังได้วันนี้ก็อาจจะเป็น Podcast ตอนดักแก่นิดหน่อยนะฮะเพลิ่นๆของคนแก่ที่จะนึกถึงวันเก่าๆนะครับMission to the Moon continue with your mission วันนี้จะมาชวนคุยเรื่องว่าทำไมความเสียใจที่อยู่กับเรานานที่สุดถึงเป็นเรื่องที่เราไม่เคยลงมือนะครับในห้องผู้ป่วยห้องหนึ่งมีคนอยู่กันด้วยกัน 2 คนคือคนไข้ที่กำลังจะเสียชีวิตอีกคนหนึ่งคือคู่ชีวิตที่ดูแลเข้ามาตลอดทั้ง 2 คนนี้รู้ดีว่าเวลาเหลือไม่มากแล้วและทั้ง 2 ฝ่ายก็มีเรื่องที่อยากพูดกับอีกฝ่ายเต็ คนใครไม่พูดเพราะไม่อยากให้คนรักเจ็บ คนดูแลก็ไม่พูดเพราะไม่อยากให้คนใครต้องมานั่งคิดว่าตัวเองปวยแค่ไหนผลก็คือ 2 คนที่รักกันที่สุดในโลกนั่งอยู่ห่างกันไม่ถึงเมตร ถ้าต่างคนต่างประเชิญเรื่องเดียวกันอยู่คนเดียว Susan Brock เป็นศาสตรอจารย์ด้านจิตเวทศาสตร์และอายุรศาสตร์ แห่ง Harvard Medical Schoolบอกว่าฉากแบบนี้เ� และสิ่งที่ตามมาหลังจากที่อีกฝ่ายจากไปก็คือความเสียใจมหาศาลของคนที่ยังอยู่เพราะตอนนี้ไม่มีโอกาสพูดแล้ว ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการบอกกลาวนะครับคำถามที่ผมสนใจก็คือว่าอะไรที่ทำให้คนสองคนที่มีเวลาอยู่เหลือน้อยมากเลือกที่จะเงียบนะครับ จริงๆแล้วตอนนี้ผมค่อนข้างจะศึกษาเรื่องประเด็นพวกนี้อยู่เหมือนกันเพราะว่าตอนหลังๆเวลามีคนถามผมว่าอะไรคือสิ่งที่ผมคิดว่ามีค่ามากที่สุดหรือว่าผมตามหามากที่สุดในช่วงเวลาอยู่แบบนี้ผมก็จะต้องตอบว่ามันคือ Story เรื่องเล่า เรื่องเล่าของเราเพราะฉะนั้นใช้เวลาเยอะๆในการทำเรื่องพวกนี้สำหรับผม วันนี้ช่วนคุยกันเรื่อง Regret ต้นต่อของพอร์ดแคสต์ตอนนี้มันก็มาจากพอร์ดแคสต์ของที่ผมไปฟังมาที่ชื่อว่า Harvard Thinking มีตอนชื่อว่า Breaking the Regret Cycle ข้อพูดชาญสามสาขามานั่งอยู่ในห้องคุยกัน คนแรกคือ Susan Block ที่พึ่งเล่าไปเมื่อกี้คนที่สองมีชื่อว่า Leslie John เป็นนักพฤติกรรษศาสตร์และศาสตราชาแนง Harvard Business School เป็นเจ้าของหนังสือ Revealing the underrated power of oversharing เดี๋ยวถ้ามีโอกาสอ่านจะเล่าสู่กันฟังคนที่สามคือ Les Phelps ศาสตราจารณ์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ที่ภาควิชาจิตวิทยาของ Harvard เช่นกัน ทั้งสามคนนี้ ศึกษาเรื่องเดียวกันนี้แหละ แต่ว่าจะมาจาก 3 มุ่มแล้วก็เราจะชวนคุยกันว่าเราจะเข้าใจนึงผลนี้ได้ ยังไงดีขึ้นยังไงบ้างนะครับต้องเริ่มต้นจากนิยามก่อน แลสลีจออนบอกว่าความเสียใจสำหรับเธอ มันไม่ใช่อารมณ์ดวนๆ แต่มันเป็นความคิดชนิดนึง มันเป็นความคิดที่ถูกขับเครื่องในสิ่งที่เรียกว่า Counter Factual หรือว่าการคิดส่วนความจริงก็คือการที่ใจเราไปสร้างเวอร์ชั่นหนึ่งของอดีตที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เช่นถ้าตอนนั้นฉันทำแบบนั้นแบบนี้นะหรือถ้าตอนนั้นฉันไม่ทำแบบนั้นแบบนี้นะหรือถ้าตอนนั้นฉันพูดแบบนี้หรือไม่พูดแบบนี้นะแล้วเวอร์ชั่นน ยิ่ง ช่องว่างระหว่าง 2 อย่างนี้ยิ่งกว่างเท่าไหร่แล้วยิ่งเจ็บList Phelpsเสริมในมุมของนักปราศาติวิทยาศาสตร์ว่าความเสียใจต่างจากอรบอย่างอื่นอย่างความผิดหวังหรือความโกรธตรงที่มันต้องมีความรับพิดชอบส่วนตัวเป็นองค์ประกอบด้วยลองสังเกตว่าถ้าเกิดว่าฝนตกแล้วงาน Event เรามันล่ พูดอย่างแบบคือว่าความเสียใจมีเงินไขว่าเราต้องรู้สึกว่าเราเลือกได้ในสันการณ์นั้นมันมาพร้อมกับ Agency Agency คือความรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีอำนาจกำหนดผลลับและนี่คลิดผลที่ความเสียใจเจ็บกว่าความผิดหวังเพราะเราโทษไขไม่ได้เลยนอกจากตัวเองทีนี้มาถึงจุดที่ผมว่าสำคัญมากเป็นจุดที่ Susan Block ยกขึ้นมาใน เธอบอกว่าเราต้องแยกคำว่า Regret กับ Remorse ออกจากการให้ได้ก่อนRegret คือความเสียใจเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อตัวเรา มันคือประสบการณ์ภายในของเราเองและการจัดการมันคือการทำความเข้าใจกับตัวเองส่วน Remorse เป็นความสำนึกผิด มันคือการที่เรารู้สึกว่าอยากให้ตัวเองนั้นทำอีกแบบนึง เพราะสิ่งที่เราทำไปน้ำมันไปทำร้ายคนอื่นและมันมีสักยาภาพที่จะนำไปสู่การขอโทษ การชดเชยหรือการซ่อมแซมความสัมผันนะครับบล็อกยกตัวอย่างจากชีวิตของเธอเองครับ เธอบอกว่าตอนเด็กๆ เธอไม่ได้เป็นพี่สาวที่ดีกับน้องสาวเลย อันจะแกล้งน้องอะไรอย่าง เธอไม่ค่อยดีกันน้องตอนเด็ก เธอเสียใจเรื่องนั้น แต่พร้อมกันนั้นเธอยังมีความรู้สึกหนึ่ง ก็คือความรู้สึกผิดด้วยและความรู้สึกอันหลังนี่แหละ ที่ทำให้เธอนั้นพยายามจะชดเชยกับน้องสาวในภายหลังความต่างกันมันอยู่ตรงนี้ครับ Regret เราไม่ต้องไปชดเชยให้กับใคร เพราะมันเป็นเรื่องข้างในเราแต่ Remorse การชดเชยค บล็อกบอกเองเลยว่ามันเกี่ยวพันธ์กันและมันเมซซี่แต่ว่าการแยกให้ออกมีประโยชน์ถ้าปัญหาคือ Remorse เราไปทำให้ใครเจ็บทางออกอยู่ที่ข้างนอกคือเราต้องไปหาเขาไปแก้ไขและการแก้ไขกันขอโทษพวกนี้ยิ่งชายยิ่งแพง แต่ถ้าปัญหาคือ Regret คือมันเป็นเรื่องระหว่างเรากับตัวเองการไปไล่ขอโทษคนอื่นนั้นไม่ช่วยอะไรเพราะเราแก้ผิดที่ทางออกอยู่ที่ข้างไหนซึ่งเดี๋ยวเราจะไปคุยกันเดียวๆในตอนกลางของ Episodes นี้ผมเห็นความสับสนนี้บ่อยมากในที่ทำงานเวลา Project พังบางคนจะเข้าหมดขอโทษทุกคนที่เดินผ่านทั้งที่เรื่องนั้นไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากตัวเข บางคนที่ทำให้ทีมเดือดร้อนจริงๆ กลับไปนั่งเขียนแดรี่ทบทวนคนเดียวแทนที่จะเดินไปขอโทษคนที่ได้ลับผลกระทบ อันนั้นคือ Remorse ที่ถูกจัดการแบบ Regret ซึ่งก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนกันนะครับ ในรายการนี้มีคำถามหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจเขาถามว่า มีคนประเภทไหนไม่ที่จะมีหนัวนมจะรู้สึกเสียใจมากของคนอื่นซื้อสันบล็อกข์ใหญ่ความในษณะจิตแพทย์ว่าภาวะอย่าง sociopathy หรือว่า psychopathy และภาวะหลงตัวเองแบบรุ่นแรงร้วนมีความสัมพันธ์กับการไม่มีความรู้สึกผิดและไม่แค่กับผลกระทบของตัวเอง ผมว่าตรงนิตีกรอบได้ดีมานะครับ เพราะมันบอกเราว่าความเสียใจไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดให้หมดมันเป็น Spectrum ที่มีปลายสองข้างปลายหนึ่งคือคนที่ไม่รู้สึกอะไรเลยนะครับ ทำอะไรใครไว้ก็เดินหน้าต่อได้สบายๆอีกปลายหนึ่งคือคนที่จมอยู่กับมันจนขยับไม่ได้ และทั้งสองปลายนี้มีปัญหาทั้งคู่นะครับในที่ทำงานเราเจอทั้งสองแบบ ทีมก็ไม่ปลอดภัยเพราะเขาจะทำแบบเดิมอีกส่วนคนที่พลาดนิดหน่อยแล้วก็คิดวนสามจนไม่กล้าแต่สินใจต่อ ทีมก็ทำงานไม่ได้อีกเหมือนกันที่เราต้องการคือช่วงกลางคือมีความรู้สึกมากพอจะเรียนรู้แต่ว่าไม่ได้มากจนขยับอะไรไม่ได้พอเราเข้าใจนิยามนี้แล้วมันก็ไปถึงคำถามถัดไปว่า
77:11
แล้วคนเราเสียใจกับอะไรมากที่สุด ในรายการ Leslie John พูดถึงงานของนักวิจัยที่มีชื่อว่า Thomas Gelovich ที่ Cornell ซึ่งศึกษาเรื่องนี้อย่างระเอียดรัติพิมพ์ใน Psychological Review ช่วง 90 ข้อคนพวกเขาเป็นแบบนี้ ในระยะสั้นทันทีที่เราทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควรทำ เช่นพูดผิดที่ประชุม ส่งอีเมลฉบับนั้นออกไปตอนกำลังโมโห ซื้อของที่ไม่ควร เราจะเสียใจกับสิ่งที่ทำมากกว่า ภาษาที่เขาใช้คือ sins of commission คือบาปจากการกระทำนะครับแต่เวลาผ่านไปหลายปีเนี่ย มันจะกลับด้านกันสิ่งที่เราเสียใจมากกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้สำหรือ sin of omission เช่นไม่ได้บอก คนที่เราชอบตอนสมัยมัทยมไม่ได้สมัครงานนั้น ไม่ได้ยายเมืองนั้น ไม่ได้เริ่มในสิ่งที่อยากทำทีนี้อยากทุกคนดูตัวเลขหน่อยเพราะว่าถ้าเล่าล่อยๆมันก็แค่ความรู้สึกในปี 2.22 มีทีมที่ทำการ replicate งานของ Golovic ตรีพิมณ์ใน Collabra Psychology ของ University of California โดยเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมประมาณ 1,000 คนซึ่งมากกว่างงานต้นฉบับเยอะ พระตอนนั้นต้นฉบับทำแค่ 100 คนเองผลที่ตามมาคือ เมื่อถามสึงความเสียใจตลอดชีวิตคำตอบที่แบ่งได้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำ 62%เรื่องที่ได้ทำ 37% คือ 2 ใน 3 เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำ และในการทดลองที่ให้คนอ่านแสนตะการสมมุติ ผลก็ออกมาตามที่ทิสดีทำหน่ายไว้ คือในกรอบเวลาสั้นประมาณ 61% เสียใจกับการกระทำแต่พอกรอบเวลายาวแล้วตัวเลขกับกัน 57% เกินเครื่องเสียใจกับการไม่ได้ทำข้อมูกอีกชุดหนึ่ง เอามาจาก Daniel Pink เขาทำสิ่งเรียกว่า World Regret Surveyซึ่งเป็น Survey ของการเก็บข้อมูลของคนกว่า 2,300 เร เวลามองย้อนกลับไปในชีวิต พวกเขาประธนาว่าน่าจะได้ทำบางอย่างที่ต่างจากสิ่งที่ทำออกไปผมว่าน่าสนใจคือ งานวิจัยชิ้นเนี่ย เขาแบ่งคนออกเป็น 4 หมวดหมู่ไยหมวดหมู่แรกนี่เรียกว่า Foundation Regretsอันนี้เป็นเรื่องเสียใจแบบรากฐานเลย เช่นไม่ได้เก็บเงิน ไม่ได้ดูแลสุขภาพ ไม่ได้เรียนให้จบอะไรอย่างนี้ พวกงานคือว่าสิ่งที่ หมวดที่ 2 คือ Bonus Regrets หรือว่าความเสียจายเรื่องความกล้านะครับไม่ได้เสียงเรื่องน้ำไม่ได้ลองเรื่องนี้อะไรแบบนี้นะครับอันที่ 3 คือ Moral Regrets เสียจายเรื่องสีรธรรมตอนนั้นรู้ว่าควรจะทำแบบนี้ให้ถูก แต่เราทำอีกทางนึงหมวดที่ 4 คือ Connection Regrets หรือว่าเสียจายเรื่องความสัมพันธ์นะครับปล่อยให้ความสัมพันธ์บางอย่างนั้นจางหายไป ไม่ได้แบบทะเลออกการเลิกครบ แต่มันจะก็ค่อยหลุดออกจากกันอย่างชาชาและงิ่มเงียบแล้วอีกฝ่ายหนึ่งก็กลัวว่าถ้าติดต่อกลับไปมันจะกระอักรอวนแล้วก็เติมประโยคที่ผมว่าสำคัญมากไว้ทายสุดเขาบอกว่าความเสียใจหมวดนี้ ส่วนใหญ่ยังแก้ไขได้ คนยังไขใจอยู่ว่า อีกฝ่ายยังรับสายได้อยู่ และเข้าสังเกตนึงของ Pink ที่สอดคล้องกับงานของ Galovich พอดีก็คือว่าคนไว 20 กว่ากว่า มีความเสียใจจากการกระทำแล้วกัน ไม่ได้กระทำในสัตวนใกล้เคียงกันแต่พอไว 30 ถึง 70 แล้ว ความเสียใจจากการไม่ทำขึ้นนำเป็น 2 เท่าเลยทีเดียวฟังหนึ่งนี้จะคิดว่า มันฟังดูเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัวมากนะครับ ผมก็เลยไปหาข้อ ในเดือนกุมภาปีนี้ ที่ผ่านมานี้เอง ซอฟแวร์ HR ที่ชื่อว่า Cypher สำหรับพนักง่าแนงเกร็จ 2,000 คนเรื่องความเสียใจในหน้าที่การงานผลคือประมาณ 80%บอกว่าตัวเองมีเรื่องเสียใจเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางอาชีพ หรือการตัดสินใจในที่ทำงานถ้าไปไล่ดูรายละเอียดที่ติดอันดับต้นๆ จะเห็นภาพตรงกับที่เราคุ สังเกตรว่าอันดับหนึ่งไม่ใช่ตัดใจผิด แต่คือการเอาพลังงานไปใช้กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ อันดับที่ 2 คือ อยู่ในงานเดิมนานเกินไป 16%อันดับที่ 3 ทำงานหนักจนสมตุนชีวิตพัง 16%อันดับที่ 4 PlaySafe เกินไปในอาชีพการงาน 15% อันนี้ผมเข้าใจมาก ๆอันดับที่ 5 เงินเกษียรไม่พอ 14%อันดับที่ 6 คือ ทนอยู่กับหัวหน้าที่ยาดสังเกตดูว่าจริง ๆ เราทั้ง List เป็นรายการของสิ่งที่ไม่ได้ทำทั้งนั้นเลยไม่ได้ย และอีกตัวเล่นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจเหมือนกัน แบ่งตามช่วงอายุ กลุ่มที่มีความเสียใจสูงสุดคือวัยประมาณ 35-44 นะครับ 87% สูงกว่ากลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 35-82 และถ้าเกิน 45 ไปแล้วจะ 75 นะครับน่าสนใจก็คืออันนี้มันไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรง แต่มันพีกแล้วลดลงซึ่งวัย 35-44 เป็น Midlife Crisis พอดีนะครับ มองไปข้างหน้าก็เห็นว่า เหลือเวลาที่ค่อนข้างจำกัดแล้วแบบนี้นะครับผมอยากปิดท้ายช่วงนี้ด้วยข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่น่าสนใจBruanywear เขียดหนึ่งสือที่ผมชอบมากThe Top 5 Regrets of the Dyingผมไปพูดบนเมยทีมพูดถึงหนึ่งสือเรียบนี้ไม่ปล่อยเธอมีอาชีพเป็นนางเพียบาลที่ดูแลผู้บริยาสุดท้ายแล้วก็นั่งคุยกับคนก่อนตายนะครั แล้วก็เธอมาเขียนไปตั้งสือเร็มเนี้ยว่า คนที่กำลังจะตายเสียชีวิตเรื่องอะไรมากที่สุดมี 5 อย่าง 1.
82:45
ฉันน่าจะกล้าใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองไม่ใช่แบบที่คนอื่นคาดหวังไว้โอ้โห อันนี้มันโดนสุดๆ โดนมาก 2. ฉันไม่น่าทำงานหนักขนาดนั้น 3. ฉันน่าจะกล้าพอจากแสดงความรู้สึกของตัวเองออกไป4.
83:00
ฉันน่าจะรักษาการติดต่อกับเพื่อนๆเอาไว้และข้อ 5 เป็นอย่างที่ผมสนใจมากฉันน่าจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้อย่าถ้าต้องสังเกตสองอย่างนะครับอย่างแรกคือตั้ง 5 ข้อเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำเลย ไม่ได้ทำ อย่างข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ตรงกับหมวด Connection Regrets ของ Daniel Pink แปล ๆ เลยนะครับ และตรงกับสิ่งที่ Susan Block เห็นในห้องผู้ป่วยเหมือนกันตอนแรกที่เราคุยกันนะครับ นี่ข้อหมุนจาก 3 แหล่งที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกันนะครับ งานวิจัยจากห้องทดลองการสำรวจแล้วก็คำเล่า คำบอกเล่าของคนไข้ข้างเตียงแต่ชี้ไปในทิศทางเด นั่นก็คือ คนเราไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำพลาดมากที่สุด แต่เสียใจกับสิ่งที่ไม่เคยได้พูดและไม่เคยได้ทำทำไมเป็นเหตุผู้สำคัญมาก เพราะท่านเราเข้าใจทำไมเราจะรู้ว่า เราจะจัดการกับเรื่องนี้ได้หรือเปล่าเหตุผลที่หนึ่ง สมองเราถูกออกแบบมาให้กลัวการเสียมากกว่าอยากได้ Lost Aversion นั่นเอง ใครอ่านหนึ่งสือบ่อยๆ เขาจะเจอคำนี้ Listware ฟัสสิบายแบบนี้ ถ้าบอกว่าเวลาจะตัดสินใจ สิ่งต้องพูดถึงคือ Amidalaซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคามของเรา Amidala อยู่กลางๆหัวเรา มีขนาดประมาณเท่าสักเม็ดแอลม่อน แต่ทรงพลังมากเวลาเราเหมือนกับจะควบคุมตัวเองไม่ได้หรือทำอะไรที่มันแบบไม่เป็นเห็นเป็นผลเนี่ยเราถึงมีศัพที่เรียกว่า Amigdala High Jackและสิ่งที่กับข้องกับเรื่องนี้คือว่ามันจะมีประกฎการหนึ่งเกิดขึ้นที่เรียกว่า Loss Aversionความกลัวการสูญเสียนั่นเองอธิบายแบบง่ายสุดเลย กับดีใจในการได้เงินเสียใจเยอะกว่าเทียบกับดีใจและการง่ายๆก็คือว่าคนเรากลัวสิ่งที่จะเสียมากกว่าจะอยากได้สิ่งที่จะทำได้ในน้ำหนักที่ไม่เท่ากันเอามาใช้กับเรื่องชีวิตก็คือว่าเวลาเราคิดจะพูดอะไรออกไปสมองจะเห็นภาพสิ่งที่อาจจะเสียชัดมากกว่าเสียหน้า เสียความนำสือ เสียชื่อ เสียตำแหน่ง เสีย และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ธิสดี มีการทดลองที่ยืนอย่างเรื่อง Amidala กับ Lost Aversion โดยตรงนะครับ พี่สองมัน 10 มีงานริจัยตีพิมพ์ในวาราศาล ที่มีชื่อว่า Amygdala Damage Eliminates Monetary Loss Aversionหรือว่าความเสียหายที่ Amygdala ทำให้ความกลัวในการสูญเสียเงินนั้นหายไปการตลองทำแบบนี้เขาศึกษาผู้ป่วย 2 คนที่มีโรคทางพันธุกรรมที่หายยากที่ทำให้เกิดรอยโรคที่ Amygdala ทั้ง 2 ครั้งจนแท่ไม่รู้สึกกลัวกับกลุ่มพวกคุมที่ป โดยเงินเดิมพันจะเปลี่ยนไปในแต่รอบ เช่นรอบที่ 1 ได้ 50 ถาชนะแต่เสีย 20 ถ้าแพรอีกรอบ 1 จะได้ 30 ถาชนะแต่เสีย 40 ถ้าแพรผลคือกลุ่มควบคุมทำในสิ่งที่เราทุกคนทำคือพอเงินที่เริ่มจะเสียมากกว่าเงินที่ได้ก็จะไม่เล่นแล้วแต่ผู้ป่วย 2 คนที่มีปัญหาเรื่องมิตราลาเสียหายบางครั้งเลือกเล่นแม้ในรอบที่เสียมากก นั่นแปลว่าความสูญเสียของเราไม่ได้ถูกคำนวนด้วยเหตุผลลวนๆ มันมีสมองส่วนที่เกี่ยวกับความกลัวเป็นเครื่องยนต์อยู่เบื้องหลังและสัญญาให้พูดในภาพใหญ่กว่านั้น ผมบอกได้เลยว่าความกลัวนี้แหละความสุดที่รุนแรงที่สุดมากกว่าความโรบแต่ผมว่าจริงจริงในการขับเครื่องตลาด Trading ทั้งหมดของโลกไปนี้ สิ่งที่เฟอร์สตั้งข้อสังเกตผมว่าน่าสนใจเธอบอกว่าในวงการมองว่า Lost Aversion เป็นความผิดพลาดในการแต่สิ่งใจแต่เธอไม่คิดแบบนั้นเธอบอกว่าถ้าคิดในเชิงวิวัฒนาการมันสมเหตุสมผลสุดๆเลยเพราะสิ่งที่จะค่าคุณได้นั้นสำคัญกว่าคำถามที่ว่าฉันพลาดอาหารมือนั้นเป็นรึเปล่าเยอะมากระบบจึงให้น้ ปัญหาอยู่ตรงที่เราเอาระบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้ชวิตรอด ไปใช้กับเรื่องนามธรรมที่มันไม่ถูกออกแบบมาใช้ เช่นการยกมือถามในที่ประชุมหรือส่งข้อความหาคนไม่ได้คุยมาห้าปี ความรู้สึกมันน่าหวาดกลัวพอพอกับเสือเลยแล้วสมองเราไม่แยกความแตกตาลระหว่างเสือกับการถูกมาว่าโง่ในที่ประชุมออก มันส่งสัญญาณเต เธอบอกต่ออีกว่า Fictive Signal หรือว่าสัญญาณสมมุติ คือมันเป็นค่าที่เราให้กับสิ่งที่เราไม่ได้ทำ มันไม่มีอยู่จริง มันไม่ได้เกิดขึ้น แต่สมองเราความนวนให้เรียบร้อยแล้วทุกการตัดสินใจ และนี่แหละคือกลไกลที่ทำให้เราเรียนรู้จักสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อไปใช้ในการตัดสินใจครั้งหน้าได้พูดง่าคือว่าความเสี มาถึงเครื่องมือที่ถ้ามีประกาจดไว้ได้เลยนะฮะอันนี้เป็นของ Leslie John ที่คุยกันเธอบอกว่าจากไงไม่ใช่ของเธอเนี่ยเธอเอาสันการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกประให้คนอื่นตัดสินใจประเภทที่ว่าควรบอกลูกไม้ว่าสมัยหนุ่มสาวพวกเราเที่ยวกันอักแค่ไหนพ่อแม่เนอะควรบอกคู่ของเราไม้เรื่องคนรักเก่าควรบอกหัวหน้าไม้ว่าเรามีภ ถ้าฉันบอกของหน้าฉันอาจจะโดนไล่ออก ถ้าฉันบอกลูกฉันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีความเสียงของการพูดไปโพล อยู่ในการตัดสินใจโดยเราไม่ต้องพยายามแต่พูดจริง ๆ เนี่ย ถ้าเราจะตัดสินใจให้ครบจริง ๆ เนี่ยเราต้องคิดให้ครบทั้ง 4 ช่องที่เรียกว่า 2x2 เวลาคุณโนสองเลือกมาเขียนแกนมันจะเป็น 4 ช่องสมมุติก่อนนี้แกนหนึ่งก็คือเปิดเผยกับไม่เปิดเผยใช่ไหมครับอีกการคือประโยชน์กับความเสียงเพราะฉะนั้นมันจะมี สิ่งที่เขาพบคือว่าพอมังคับให้คนคิดครบทั้ง 4 ช่อง คนจำนวนมากเปลี่ยนใจและมองการตัดสินใจนั้นต่างไปเลยเครื่องมือนี้ทรงพลังสุดๆ ผมเพิ่งทำบทความอีกอันนึงที่พูดเรื่องเป็นเรื่องของ Upside Downside ของชีวิตซึ่งเป็นอย่างนี้เลยสมมุตินะ สมมุติคุณเห็นว่า Project กำลังจะพังแต่คุณไม่ใช่เจ้าของ Project คุณจะพูดในที่ประชุม คุณก็จะเห็นแต่ว่าพูดแล้วดูเหมือนไปเก้าวก่ายงานคนอื่นเดี๋ยวเขาโคดชั้นบรรยากาศเสียแล้วคุณก็เงียบไป แต่ถ้าคุณคิดครบ 4 ช่อง คุณจะพบว่าไม่มีอยู่ช่อง 1 ก็คือความเสียงของการไม่พูด จะโปรขึ้นมาทันทีความเสียงของการไม่พูดคือ Project พังจริง เสียงเงินเท่าไหร่ ทีมเสียเวลาเท่าไหร่แล้วอีก 6 เดือนเราจะนั่งเสียใจว่าตอนนั้นเรารู้อยู่แล้วทำไมเราไม่พูดช่องที่ 3 คือสิ่งที่เราไม่ค่อยคิดถึงและความเสียงของการ เราก็เลยไม่เค้าได้นึกถึงมันแตงจริงแล้วมันเป็นความเชียงที่ใหญ่มากเขาสุดแบบนี้เขาสุดว่ารูปแบบการคิดทำให้เรากังวนมากเกินไปในการเปิดใจและกังวนน้อยเกินไปในการไม่เปิดใจอีกจุดสำคัญนะครับ Leslie John เธอก็เลาว่าเธอเคยทำการสำรวจระดับประเทศโดยถามคนว่าคุณเคยเป็นคนที่พูดคำว่ารักก่อนไหมแล้วกลุ่มคนตอบ ตอบว่าเคยเป็นคนที่พูดก่อน เธอถามต่อว่าโลยกฝ่ายต่อกับมาว่ารักเหมือนกันไหมพลคือ 80% ได้รับคำตอบกับมาว่ารักเหมือนกันจรระวังมากในการตีความ เธอบอกว่า เธอบอกชัดเจนว่านี่ไม่ได้แปลว่าใครก็ตามในความสัมพันธ์ไหนก็ตาม ถ้าพูดออกไปได้จะได้ 80%แต่หมายความว่าในกลุ่มคนที่รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วและลงมือพูด 80% ของพวกเขาจะได้คำตอบแบบนี้กลับมาเธอที่บายว่าเวลาเซ็นเซอร์ตัวเองเราไม่พูดสิ่งกันลกไปเราจะไม่ได้มีวันเรียนรู้เลยว่าประโยชน์ของมันคืออะไร เธอเรียกภาวานิวะ การตัดตอนการเรียนรู้ลองคิดตามนะครับว่าถ้าคุณพูดออกไปแล้วมันแย่ คุณได้ข้อมูลกับมาทันทีเลยนะคุณรู้เลยว่ามันแย่ยังไง แย่แค่ไหนและครั้งหน้ามันควรจะต่างไปยังไงแต่ถ้าคุณไม่พูดคุณไม่ได้อะไรกลับมาเลยศูนย์คุณไม่มีข้อมูล ไม่มีบทเรียนสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่นั้นก็คือค นี่คือวงจรที่หมุนอยู่นะครับกลัวเงียบไม่ได้ข้อมูล กลัวเท่าเดิมเงียบอีกและวงจรนี้หมุนไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่เราไม่มีโอกาสแล้วซึ่งเราก็ต้องบอกว่าอายุเรามันสั่นสุดๆจริงๆและที่จรเล่าตอนเขียนสือเรียบนี้ว่าเธอเอาตัวเองมันอยู่ทดลองเธอค่อยขยับเส้นของตัวเองไปทีละนิด พูดในสิ่งที่ปกติไม่พูด เธอพบว่าผลลับบวกประมาณ 9 ใน 10 ครั้งคือ 90%ในงานวิจัยของ
91:41
Leslie John ไม่มีคำหนึ่งที่ถูกคิดขึ้นมาแล้วอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Too much information หรือว่า TMI คือพูดมากเกินไป ประเทยมากเกินไป ซึ่งในบางบริบก็ไม่ดีจริงๆ แต่ว่าเธอเสนออีกคำหนึ่งบอกว่า TLI คือ Too Little Informationแล้วเธอบอกว่ายิ่งเธอศึกษาเรื่องนี้มากเท่าไหร่ถ้ายิ่งคิดว่า TLI เป็นปัญหาใหญ่มากๆ อย่างน้อยก็เท่ากับ Too Much Informationและสำหรับเธอตอนนี้หลังจากศึกษาเรื่องนี้เป็นนั้นๆถ้าบอกว่าเธอต้องเลือกอีกทุกอย่างหนึ่งเธอขอเลือก Too Much Information พ้นเสียของ too much information คืออะไรเรามาคิดด้วยกันนะครับพ้นเสียของ too much information คือความอับอายความขายหน้าอาจจะไปทำให้ใครเจ็บนะครับแต่ทั้งหมดนี้ซ่อมได้สมมุติคุณพูดอะไรเยอะไปหน่อยในที่ทำงานเนี่ยคุณก็อาจจะไปขอโทษเขาที่หลังก็ได้หรือทำบางอย่างได้คือมันพอซ่อมได้แต่ไม่ได้แปลว่าจะให้พูดเยอะตลอเวลานะแต่เป็นว่าถ้าสมมุ ที่บางทีแก้ไม่ได้ อันที่หนึ่ง เพื่อนร่วมงานที่ไม่เคยไว้ใจคุณเต็มล้อยความรักที่ไม่เคยได้จุดติด มิตรภาพที่ไม่เคยเบ่งบ้านสักเกตว่าสามอย่างนี้ ไม่มีวันที่ ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีใครมาบอกว่ามันเกิดขึ้นแล้วมันคือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และมันซ่อมแซมยากกว่ามากเพราะเราไม่รู้ด้วยซัมว่าจะ นี่แหละครับคือคำอังธิบายว่าทำไมความเสียใจของการไม่ได้ทำถึงอยู่กับเรานานกว่าและสรี่จอดอังธิบายมาได้ด้วยการว่าเวลามันเป็นเรื่องที่เราไม่ได้ทำใจเราจะเพิ้อฝันไปทุกทางว่าเราน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ได้และเราร้มเหลวในการเห็นอกเห็นใจตัวเราเองในอดีตว่าตอนนั้นมันยากแค่ไหนคือเรานั่งอยู่ในวันนี้ สวนการวันนี้ด แต่เราในอดีตนั้นได้อะไรกลับมาบ้างลิสเฟลฟบอกว่าคนเรามีสิ่งที่เรียกว่า psychological immune system หรือระบบภูมิคุ้มกันทางจิตใจคือเวลาที่เราตีความสิ่งที่เราทำลงไปให้มันดูดีขึ้นในใส่ตาตัวเองเราทำแบบนี้เพราะเราไม่อยากรู้สึกแย่ตลอดเวลา เธอยกตัวอย่างตรงๆ ว่าคนที่เคยรังแกคนอื่นจะเล่าเรื่องเดียวกันด้วยเรื่องเล่าคุณละแบบเลยกับคนที่ถูกรังแกเขามีใหญ่ผลลองรับว่าทำไมตอนนี้ก็ถึงรังแกคนนั้นเพิ่มความชอบทำให้กับตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เฟอร์สบอกคือเราทุกคนก็ทำแบบนี้ มันคือกลกายการปรับตัว เรามีเรื่องเล่าเวอร์ชน์ของเราเองเพราะไม่มีใครเดินไปเดินมาโดยรู้สึกแย่ตลอดเวลาได้แต่นี่คือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมความเสียใจจากการกระทำนั้นถึงจ้างลงตามเวลา ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเวลาเยี่ยวยาทุกสิ่งแต่เพราะเรามีระบบที่คอยเขีย และระบบนี้ทำงานกับสิ่งที่เราทำได้ง่ายกว่าสิ่งที่เราไม่ได้ทำมากนักเพราะสิ่งที่เราทำเรามีรายละเอียด มีบริบท มีเหตุผลให้หยิบมาใช้ส่วนสิ่งที่เราไม่ได้ทำนั้นมันว่างเปล่า มันไม่มีอะไรให้ตีความใหม่เลยมีแต่ช่องที่เติมด้วยจินตนาการเวอร์ชั่นที่ไม่สวยงามเท่านั้นเอง ผมไม่อยากให้ตอนนี้จบลงด้วยข้อสรุปประมาณว่าพูดออกไปเลยทําสิ่งไม่ต้องกลัวเพราะว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่พูดเชียวชายเขาพูดเองด้วยมีข้อแยงที่ต้องระวังเวลาเราอ่านเริ่มพวกนี้นะครับข้อที่หนึ่งก็คือว่าจำงาน replication ปี 2022 ได้ใช่ไหมครับที่บอกว่า 62% หรือ 37% ในงานเดียวกันเขาทำการทดลองหลายชุด และมีชุดหนึ่งที่ replicate ไม่ผ่านคือถามถึงคนที่ถามถึงเรื่องเสียใจที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเนี่ยผลออกมาก็คือไม่ได้แตกต่างมากนักระหว่างการทำกับไม่ทำ ทั้งในกรอบระยะ สั้นและรันระยะ ยาว ผู้วิจัยสรุปเองมากโดยรวมแล้วเขาพบสิ่งที่สนัดสรุปงานเดิม แต่ด้วยให้ขนาดเหตุผลที่อ่อนแอร์กว่าผมเล่าเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะผมคิดว่าเราควรจะถือข้อคนพบนี้แบบมั่นใจพอประมาณ ไม่ใช่กฎรรมชาติมันมีแนวโน้มที่ชัดพอจะเอามาใช้ตั้งคำถามกับตัวเองแต่ไม่ได้เป็นสูตรที่ใช้ได้กับทุกคนและทุกสถานการณ ข้อที่สองคือ TMI หรือ Too much information มีอยู่จริงและ Leslie John ก็ยอมรับเองหลังจากที่เธอเขียนเรื่องการเปิดเผยมาทั้งรายการ เธอเติมประโยคหนึ่งไว้ชัดเจนว่า มีบางอย่างที่ Too much information อย่างแน่นอนโดยเฉพาะหลายอย่างที่ทำงานที่ไม่ควรจะพูด และตัวเธอเขาจะไม่พูดประเด็นต์ของเธอไม่ใช่การไม่เปิดหมด แต่ประเด็นต์ของเธอคือ เส้นที่คน ดังนั้นการขยับเส้นออกไปอีกนิด โดยเฉลี่ยแล้วจึงให้ผลบวกแต่ไม่ทุกกรณีเพราะฉะนั้นบางที่ Too Much Information ก็มี Susan Block เองก็เสริมมุมนี้นะครับ เธอบอกว่าประโยชน์อีกอย่างของการเปิดเผยตัวเอง คือมันอนุญาตให้คนอื่นเปิดเผยตัวเองบ้างด้วยนะครับ มันทำให้เราดูหน้ากรูหน้อยลง ทำพังคนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเปล่าบางกับเราหากเรายอมเปิดหรือ Open กับเขาก่อนนะครับสำหรับคนที่เป็นหัวหน้า ผมว่าประโยชน์ต้องจำไว้เลยนะ ถ้าเราอยากได้ ข้อที่ 3 ไม่ใช่ทุกความเสียใจต้องถูกแก้ตรงนี้เป็นบทสนาที่น่าสนใจหลังจาก Fels อธิบาย เรื่องภูมิคุ้มกันทางจิตใจว่าเราตรีความสิ่งที่ทำไปให้ดูดีขึ้นเพื่อไม่ได้รู้สึกแย่ตลอบเวลาซูสานบล็อกก็ถามกับซัน ๆ ว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่าLessy John บอกว่านี่เป็นกำหนังที่ดีมากเราถามแต่ว่าตรงไหนคื เธอบอกว่าในครอบโครงเธอนี้คือ Blocktop นะ Susan Blocktop เธอเรียกตั้งนี้ว่า Another freaking growth opportunity หรือว่าโอกาสในการเติบโตอีกแล้วแล้วเธอก็พูดประโยคหนึ่งที่ผมว่าเจ๋งดี เขาบอกว่าถ้าคุณหาข้ออ้าให้มันหายไป คุณจะไม่เติบโตและไม่โตจากมันเลย สิ่งที่เธอเสนอคือความส่งดุลระว่างสองอย่าง ด้านนึงคือต้องเข้าใจอย่างเป็นทำว่าทำไมเราทำสิ่งหรือไม่ทำทำหรือไม่ทำสิ่งในตอนนั้นอีกด้านนึงคือการทบทวนว่าเราเรียนรู้อะไรจากความเสียใจนี้บ้าง ผมว่าตรงนี้ใช้กับที่ทำงานได้จรงๆเวลา project มันพังแล้วเราทำ post-mortem คือการทอบเรียนมันจะมีสองโหมดที่ทีมักตกลงไป หมดแรกคือหาข้ออ้าง นี่คือแบบตลาดเปลี่ยน ลูกค้าเปลี่ยนคนอื่นทำงานช้า คนนั้นทำงานช้าทุกอย่างก็อาจจะจริงแต่ว่าไม่มีใครเติบโตหมดที่สองคือเคี้ยนตีตัวเอง นั่งไล่ว่าใครผลิดใครพลาดจบลงที่ทุกคนกลัวแล้วก็ไม่มีใครกล้าเสียงอีก Another freaking growth opportunity คือหมดที่สามคือหมดที่ว่ายอมรับว่าเราผลิดพลาด เข้าใจว่าชมัยตอนนั้นตัดสนใจแบบนั้นแล้วก็ดึงบทเรียนออกมาหนึ่งข้อเพื่อจะเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งหน้าจบไม่ต้องมีอะไรมากกว่านี้ซึ่งอันนี้ผมพยายามทำเคลเจอร์นี้ให้เกิดขึ้นที่องค์กรผมมาก ๆ เลยทีเดียวนะครับ ที่เราคุยกันมาทั้งหมดมันเป็นการมองไปข้างหน้านะครับ คิดให้ครบ 4 ช่องอย่างเงียบพูดออกไปอะไรแบบนี้ถ้าคนที่ฟังอยู่ตอนนี้จำนวนมาก ไม่ว่ากำลังจะตัดสินใจอะไรคุณกำลังแบกอะไรบางอย่างที่เกิดไปแล้วอยู่แล้วกันถามของคุณก็คือว่า แล้วฉันจะทำยังไงกับสิ่งนี้นะครับ คำถามสุดท้ายของรายการนี้ ถ้าตอนนี้ฉันยังอยู่กับความเสียใจจนมันบั่นทอนความสามารถในการใช้ชีวิตของฉัน ฉันจะ make peace กับมันได้ยังไงก่อนผมรบรมความต่อมาให้ 4 อัน ซึ่งผมตีความแล้วก็อาจจะใส่ข้อมูลเพิ่มเข้าไปด้วยเครื่องมือที่หนึ่งคือเครื่องมือที่เรียกว่า re-appraisal การตีความใหม่ Let's spell บอกว่าสิ่งที่เธอได้จากแม่วิจัยเรื่องอารมณ์ในสมองมาตลอดทางชีวิตคือการเห็นว่า เรามีอำนาจควบคุมปฏิกริยาทางอารมณ์ของเรามากกว่าที่คิดมากและการที่เธอวังไว้คือ อารมณ์ของเรานั้นเป็นผลผลิตของสองอย่างรวมกันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับการตีความสถานการณ์นั้นและท่อนที่สองนี่แหละ อยู่ใ เธอย้ำว่าอันนี้ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ มันต้องฝึกเป็น skill แล้วมันไม่ง่ายด้วย แต่มันทำได้กับทุกเรื่องทุกสถานการณ์โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จะทำให้เราเกิดความเสียใจถ้าคุณกำลังจมอยู่กับความเสียใจ ลองเริ่มถามตัวเองแบบนี้ดูว่า ฉันได้อะไรจากสถานการณ์นั้นบ้างที่อาจจะเป็นประโยชน์ ฉันเอาสิ่งนี้ไปใช้ ฉันจะคิดกับมันใหม่ยังไง ให้มันพาฉันออกจากจุดที่ติดอยู่นี้ ไปในจุดที่ฉันเติบโตได้สังเกตว่าสามคำถามนี้ไม่ได้บอกให้เราลืม ไม่ได้บอกให้เราบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรแต่มันย้ายจุดโฟกัสจากว่าฉันพลาดอะไรไปเป็น แล้วฉันได้บทเรียนอะไรบ้าง เจ้าไปใช้ทำอะไรได้บ้างเครื่องมือที่สองครับ ทดทวนตัวเองอย่างมีบริบ Susan Block บอกว่าสิ่งที่อยู่ใต้ทุกอย่างในเรื่องนี้ คือการทบทวนตัวเองหรือว่า Self
101:09
Reflectionประเด็นของเธอไม่ใช่การนั่งไล่ความผิดตัวเองซ้ำๆ เธอใหม่ถึงการทบทวนที่ทำให้เราได้มุมมองตัวสิ่งที่เราเสียใจเธอกลับไปเล่าเรื่องน้องสาวเธออีกครั้งหนึ่งเธอบอกว่าตอนที่เธอคิดว่าเธอเป็นพิสาวที่แย่ เธอรู้สึกดีขึ้นมาก เพราะเข้าใจตรงนั้น แท่เข้าใจพฤธิกรรมตัวเองมากขึ้น แล้วมันทำให้เธอลงมือทำอะไรได้มากขึ้น ร่วมถึงคิดออกว่าเธอทำอะไรบ้างกับสันการณ์นั้นจุดสำคัญคือคำว่าลงมือทำ ไม่ใช่คำว่ารู้สึกดีขึ้นเราจบการเข้าใจบรรย์แบบนี้ในตอนนั้นไม่ใช่การหาข้ออ้าง แต่มือการปลดล็อกให้ตัวเองขยับได้ ตรงนี้มีงานวิจัยที่น่าสนใจด้วยปี 22 นี่นะครับมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์จาก Berkeleyชื่อ Self-Compassion Increase Self-Improvement Motivationหรือความแม่ตาตัวตัวเองนั้นเพิ่มแรงจุงใจในการพัฒนาตัวเองเขาทำการทดลอง 4 ชุดแล้ววิธีการเรียบง่ายมากในการทดลองชุดแรก ๆ เขาให้ผู้เขารวมนึกถึงจุดอ่อนของตัวเอง หรือนึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองรู้สึกผิดและเสียจัย เราให้กลุ่มทดลองเขียน 3 นาทีโดยให้เขียนเรื่องนั้นจากมุมมองที่เมตตาและเข้าใจแค่ 3 นาทีในการทดลองอีกชุดหนึ่ง หลังจากให้ผู้เขาร่วมทำข้อสอบจากยากจนรู้สึกแย่แล้วผู้ทดลองก็แค่พูดกับคำว่า ถ้าคุณรู้สึกว่าข้อสอบมากี้ยากคุณไม่ได้เป็น ผลที่ได้คือว่ากลุ่มที่ได้รับการชวนให้เมตราตัวเองแสดงออกตั้งนี้เต็มใจเรียนรู้จากจุดอ่อนและความผิดพลาดของตัวเองมากขึ้นสนใจที่จะอ่านหนังสือเพื่อทำข้อสอบให้ดีมากขึ้นซึ่งมีนานมจะแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดไว้มากขึ้นและมองลงในแง่ดีขึ้นว่าตัวเองจะเปลี่ยนจุดอ่อนได้นี่ขัดกับสัญชาต แต่ข้อมูลบอกตรงกันข้ามนะครับว่าวันถีการเครียมตีตัวเองเนี่ยทำให้เราอยากจะหนีจากเรื่องนั้นส่วนการไม่ตาตัวเองทำให้เรากล้าที่จะมองมันเข้าไปตรงๆมากขึ้น และบางทีคนที่กล้ามมองนี้แหละถึงจากแก้ไขได้นะครับเครื่องมือที่ 3 คือเขียนมันออกมา วันนี้ผมชอบมากเลยนะครับการเขียนมันช่วยทำให้เราเอาของจะควรลงไปในกระดาษได้นะครับซึ่งมันมีการวัดผลของมันที่ดีมากบางอย่างเป็นรูปธรรมเลยนะ เช่นความดาลหิตดีขึ้นนอนหลับมากขึ้นเพราะว่าเราเขียนอะไรเราได้รบายสิ่งออกไป ต่างๆ เพราะว่าเมื่อนเราเขียนอะไรออกไป มันทำกระโวนการนั้นมันทำให้เราเข้าใจเรื่องที่เราเกิดขึ้น ที่เจอเราที่เราเจอได้ดีขึ้นลองใช้เครื่องมือนี้ดูใช้เวลาสัก 15 นาทีในการเขียนอะไรก็ตามความเสียใจ ความรู้สึกวันนี้เป็นยังไง แล้วมันจะมีประโยชน์มากโดยเฉพาะเมื่อมันสะสมกันเป็นระยะเวลานานพูดถึงการเขียนเราขาย Planner ตอนนี้ Planner เราหมดเร็วมาก Mission to the Moon Planner ปีที่แล้วสักเดือนพุษธิกาจะเริ่มมีคนมาถามผมแยะๆว่ามี Planner เหลือไหม ไม่มีหมดเร็วมากเพราะฉะนั้นใครที่อยากจะ Pre-order รีบไปกดสั่งเลยปีนี้ 4 สวยด้วยแอปขายของเฉยเฉยเลยเครื่องหมู่สุดท้ายคือ
104:28
เธอบอกว่าในงานของเธอเธอมีบทสนทนายากๆกับคนอยู่ตลอดแล้วมันเป็นไม่ได้เลยที่จะจบสวยทุกครั้งเพราะโดยเนื้อแท้ของมันเนี่ยมันเป็นบทสนทนาที่จะปวด
104:39
แต่สิ่งที่เรียนรู้คือคุณกลับไปเช็คอินไม่ได้ คือกลับไปหาเขาได้แล้วแสดงให้เห็นว่าเราสังเกตเห็นว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่าบรรย์บทสนทนาเราอาจจะไม่ชอบ เช่น มุ่วันผมจะพูดเยอะไปหน่อยเราถามว่าตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง พยายามสร้างการเชื่อมต่อขึ้นมาไหมและสิ่งที่จะบอกว่าเกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ปัญหาก็คือ เวลาคุณทำพังใบครั้งแรก คุณรู้สึกอาย รู้สึกแย่ แล้วคุณไม่อยากกลับไป คุณอยากจะซ่อนตัวอยู่มากกว่าเพราะฉะนั้นคุณจะสำคัญคือการดันตัวเองไปข้างหน้าแม้ในตอนที่ไม่อยากไปเพื่อลองบทสนสนาครั้งที่ 2 อย่างละมุลละม่อมผมว่าอันนี้ใช้กับที่ทำงานได้ดีมากๆเลยทุกคนน่าจะเคยมีการประชุมที่แบบพุดประชุมใส่รู้สึกว่า เฮ้ยฉันพูดแรงไปหรือว่าเขาน่าจะเข้าใจผิด จนวนหนึ่งกลายเป็นกำแพงที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มต้นตรงไหน นี่คือ Connection Regret ในเวอร์ชน์ทำงานนั่นเองมันมีสิ่งหนึ่งที่เขาเสนอไว้ว่าเราน่าจะลองทำดูนั่นก็คือว่า สิ่งที่เขาเรียกว่า Mind Breeding Expectation หรือความคัดหวังว่าอีกฝ่ายจะอ่านใจเราได้มันคือความเชื่อโดยในว่าคู่ของเราควรจะรู้เองว่าเราคิดอะไรและรู้ส ความเชื่อพวกนี้มันแนบเนียนมาก เพราะมันเป็นลักษณะนิสัย มันค่อนข้างคงที่ในตละคนด้วย และเราไม่รู้ตัวเวลาเราทำมันอยู่นะครับซึ่งอย่างคุณ Leslie John เธอก็บอกว่าในกรณ์อย่างเธอเองก็เป็นแบบนั้นเพราะเธอลองทำแบบทดสอบ เธอถึงเห็นว่าเวลายมีเรื่องขัดแย้งหรือข้อถูกเทียง จริงๆมันเกิดจากการที่เธ แล้วเธอบอกว่ามีงานวิจัยจำนวนมากที่ผมว่าความคาดบังแบบนี้ต่ำกว่ากับความสัมพันธ์ที่เป็นบวกมากลองเอาไปเทียบกับที่ทำงานดูนะครับผมว่าเราทำแบบนี้ก็ทีมเยอะมากคือเราชอบตั้งสมุติธานว่า เห้ย เขารู้อยู่แล้วล่ะว่าเรื่องนี้เป็นยังไงหรือว่าเขารู้อยู่แล้วล่ะว่าฉันคิดอะไรอยู่เขาต้องเห็นซีว่าฉันไม่ ปิดท้าย ด้วยแบบนี้ พี่ทีก่อนเขาถามพูดเชียวชาญทั้ง 3 คนว่าเวลาต้องตัดสินใจเรื่องที่กลัวว่าจะเสียใจภายหลังมีคำถามอะไรที่ช่วยเราคิดได้อย่างคมชัดมากขึ้น Susan Block บอกว่าหลังจากที่ 3 มีเธอเสียชีวิตเธอต้องคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงโดยไม่มีเขาและมีเรื่องเต็มไปหมดที่เธอกลัว แค่ออกไปกินข้าว ตั้งกระถาประจำใจให้ได้ว่า ถ้ารังเลให้ต่อว่าใช่เว้นแต่มีเหตุผลที่ดีจริงๆ ถึงจะโนมนาวตัวเองให้ปฏิเศษนะครับ อันนี้เอาไว้ใช้ในเวลาในยามแบบนี้คนรักเสียชีวิตอาจดี ซึ่งมันจะตรงข้ามกับคำคุดปกติที่บอกว่าเฮ้ย ถ้าไม่แน่ใจให้ต่อว่าโนไว้ก่อน อะไรอย่างงี้นะครับแต่ส่วนที่ผมชอบที่ส มีสิทธอนตัวได้ เพราะถ้ามีทางออกเราจะกล้าเสียงมากขึ้นและพี่จอนบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สากนมากแล้วเธอก็ยกตัวอย่างจากลูกของเธอเองนะครับเวลาลูกเธอไม่อยากเรียนไว้น้ำเธอจะบอกว่าไปทำแค่ 1 นาทีพอจริงๆแล้วเนี่ยเธอเริ่มที่ 5 นาทีนะบอกว่าไปทำ 5 นาทีพอแล้วลูกต่อเรามา 1 นาทีผลเครื่องไลพอลงน้ำไป ประเด็นของ Leslie John เธอบอกว่า แต่ถ้าลูกอยากเลิกจริงๆ มันก็โอเคนะนี่คือหัวใจอังกดข้อนี้ คือทางออกต้องเป็นทางออกจริง ไม่ใช่กลลวงเพราะฉะนั้นเรามาสรุปกันว่าวันนี้เราได้คุยอะไรกับได้บ้างเรื่องที่หนึ่งคือความเสียใจต่านจากความผิดหวังตรงที่มันต้องมีความประสึกว่าเราเลือกได้แล้วเราต้องแยกมันจากความสำนึ 2. ในระยะยาวเราจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่ทำ3. เหตุผลที่เราเงียบมี 3 ชั้นด้วยกัน ชั้นแรกคือสมองเราให้น้ำหนักกับสิ่งที่จะเสียมากกว่าสิ่งที่จะได้ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้บันทุกหรุดเราอยู่รอด แต่เรามาใช้ผิดที่2.
108:48
เราคิดบัญชีไม่ครบ เราเห็นแต่ความเสียงของการพูด เราไม่ค่อยเห็นความเสียงของก และฉันที่ 3 คือ เมื่อเราไม่พูด เราไม่เคยได้ข้อมูลกลับมา ความกลัวเลย ไม่เคยถูกทดสอบ 4 แต่มันไม่ทีปลาว่าพูดออกไปทุกเรื่องเราจะดี งานวิจัยเองก็บอกว่ามันมีอะไรพูดที่มันเยอะเกินไปเหมือนกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว คนมักจะพูดน้อยเกินไปนะครับ และถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มี 4 เครื่องมือในการจัดการ ตีความสันการณ์นั้นใหม่ทบทวนตัวเองอย่างมีบริบท และมีแม่ตาเขียนมันออกมานะครับและกลับไปคุยอีกรอบหนึ่งอยากปิดท้ายด้วยห้องผู้ป่วยที่ผมคุยไปตอนเปิดรายการ คนสองคนที่นั่งเงียมเงียบอยู่ เพราะต่างคนต่างไม่อยากทำรายกัน Susan Block บอกว่าสิ่งที่ทีมของเธอทำในสันการณ์แบบนั้นเรียบง่ายมากคือการถามแต่ละฝ่ายว่าคุณคิดว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ถามแค่นั้นเลยแล้วเธอบอกว่าไอเดียที่ว่าคนสองคนสามารถช่วยกันประเชินสิ่งที่แต่ละคนกำลังประเชินอยู่คนเดียวได้นั้นมันส่งพลังมาก ผมว่าคำถามนั้นใช้ได้กับเราทุกคนที่ยังมีเวลาเหลือกับคนที่เรารักอยู่หรือว่าคนที่เราอยากใช้ชีวิตด้วยอยู่เรื่องที่คุณไม่กล้าพูดกับใครสะคนตอนนี้กับหัวหน้ากับลูกน้องกับเพื่อนร่วมงานของคุณที่ผิดใจด้วยกันเมื่อเดือนที่แล้วกับเพื่อนเก่าที่หายไปจากชีวิตอย่างนี้เงียบกับคนในครอบครัวอย่างต่างพวกนี้คุณกำลังเ� ทิ้งท้ายอย่างนี้ครับ ความเสียงของการเงียบมันไม่เห็น ไม่มีใครมาถ่วง แต่มันทบต้นมันทบต้นแบบหน่อยรู้ไหม มันทบต้นในรูปของคำว่า ท่าตอนนั้นซึ่ง 80% ของคนที่สินใจพูดออกไปได้รับคำตอบที่เขาหวังไว้ด้วยนะเพราะฉะนั้นผมว่านี้ก็ลองเอาไปคิดดูกับเรื่องยักๆที่คุณคิดอยู่ตอนนี้ วันนี้ผมจะเอาโครงเลือกวันนี้มาจากสิ่งที่มาค์แมนซ่อนเขียนมาค์แมนซ่อนเขียนมาค์แมนซ่อนเขียน40 life lessons I know at 40แล้วก็บงเร็บว่า that I wish I knew at 20แต่ว่าผมจะไม่ได้พูดแค่นั้นเพราะว่าจริงๆเขาไม่ได้เขียนยาวมากแต่ว่าผมจะเอาสิ่งที่เขาเขียนไป ไปขยายความต่อแล้วกัน ว่าสิ่งที่เขาเขียนว่ามันเป็นสิ่งที่น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งไงอยู่ 20 แล้วกัน มีอะไรบ้างข้อที่ 1 ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น สะท้อนความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง อันนี้ค่อนข้างลึกซึ่งนะครับ คือเขาเขียนว่าอย่างนี้เขาบอกว่าถ้าเราปฏิบัติต่อตัวเองแย่ ๆ เราก็จะเผลิอไปเลือกและเผลิอไปทนอยู่กับคนที่ปฏิบัติต่อเราแย่ ๆ เหมือนกันโดยไม่รู้ตัวนะครับแต่ถ้าเราเคารพและให้เกี่ยตัวเอง เราจะยอมรับเฉพาะคนที่ปฏิบัติต่อตัวเราด้วยความเคารพแบบเดียวกันเท่านั้นนะครับ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักจิตวิติยาที่ชื่อว่า Ruth Yasmin Errol กับ Ulrich Roth ตีพิมพ์ใน Development Psychology ในปี 2014เขาติดตามศึกษาคู่รัก 7,000 คู่เป็นเวลายาวนานถึง 12-15 ปี แล้วก็ไม่ใช่ส่งแบบถอบถามแล้วจบนะครับแต่ก็มีการสัมภาษณ์อะไรติดตามในพวกนี้นะครับผลที่เจอแน่สนใจมากครับเพราะว่า ระดับความภาพภูมิใจในตัวเองหรือว่า Self-Esteem ของแต่ละคนเนี่ยเป็นคำชำนายความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ และที่เจ๋งวันนั้นคือว่าเมื่อ Self-Esteem ของคนหนึ่งดีขึ้น ความสุขในความสมพันธิ์ของทั้งสองคนก็จะดีขึ้นตามไปด้วยนักวิจารย์พบว่าการที่คู่รักมี Self-Esteem ใกล้เขียงกันไม่ได้ช่วยอะไรมากสิ่งที่สำคัญจริงคือระดับของ Self-Esteem ของแต่ละคนตังหากผู้ยายคือว่าความสมพันธิ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการมองหาใคร ถ้าวันนี้คุณอย่างอยู่น้อย แล้วก็ลองฟังอยู่ ผมอยากให้ลองสังเกตตัวเองดูว่าเวลาเราคุยกับตัวเองในหัวเราใช้เสียงแบบไหน เราใช้ภาษาแบบไหนถ้าเพื่อนสนิทของเราทำพลาดแบบเดียวกับที่เราเพิ่งทำเราจะพูดกับเขาแรงเท่าที่เราพูดกับตัวเองหรือเปล่าคำตอบส่วนใหญ่คือไม่ เรามักจะใจดีกับเพื่อนเรามากก็ใจดีกับตั แต่คนที่เค้ารบตัวเอง เสียงในหัวจะบอกว่าเดี๋ยวนะ เราไม่ควรถูกปฏิบัติแบบนี้แล้วก็จะเดินออกมาจากสันการตรงนั้นได้เร็วกว่าเพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปตามหาใครสักคนนึงลองกลับมาเช็คกับตัวเองก่อนว่าเรารักตัวเองเป็นเราหรือยังนะครับไม่ใช่รักแบบที่ตามใจตัวเองนะแต่รักแบบที่เราดูแลคนที่เรารักเช่น เราแค เราเม ใช้ความว่าให้เกียดตัวเองเขาจะดูแลตัวเองดีด้วยเขาจะไม่เอาสิ่งแย่ๆมาใส่ตัวเขาจะไม่กินอาหารที่แบบไม่ดีเขาจะไม่ทำได้ไม่ดีเพราะเขาให้เกียดตัวเองเขาได้สอบความล้มเหลวที่แทรจริงคือการไม่ยอมลองในบทความมีประโยคหนึ่งThe only failure is not tryingThe only rejection is not askingความล้มเหลวที่มีคือการไม่ได้ลองและการปฏิเศษเดียวที่มีจริงคื ก่อนมือทำเนี่ย เราอักสมองว่าผลลับมีแค่สองแบบ คือสำเร็จและล้มเหลวแต่พอทุกอย่างผ่านไปจริงๆ เราจะพบว่าในความสำเร็จไม่ก็มีบางอย่างที่พลาด และในความผิดพลาดก็มีบางอย่างให้เรียนรู้แล้วก็มีบางอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่ ด้วยมีโอกาสซ่อนอยู่ในความผิดพลาดด้วยซ้ำเส้นแบ่งมันไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้ ทีนี้คำถามคือ แล้วอะไรคือสิ่งที่คนเสียใจจริงๆ เมื่อมองย้อนกลับไปมีงานวิจัยคลาสสิกของ Thomas Gilovich กับ Victoria Madwell จาก Cornell DP ใน Journal of Personality and Psychologyในปี 1994เข้าไปสัมภาษณ์ผู้คนหลากหลายมากต้องแต่ศาสตราจารณ์เกษียร ไปจนถึงคนที่อยู่ในบ้านผักคนชราคือคนที่อยู่ในช่วงท้ายของชีวิตแล้ว ผลที่เจอก็คือว่าเมื่อถามถึงความเสียใจในชีวิต 75% ของคนบอกว่าเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่ทำไปแล้วถ้าถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเสียใจกับเรื่องอะไรคำตอบจะแบ่งครึ่งๆระหว่างสิ่งที่ทำกับสิ่งที่ไม่ได้ทำแต่ถ้าถามถึงทั้งชีวิตเสียใจกับเรื่องอะไร คำต่อจะเป็นเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ 84% และเสียใจกับบางเรื่องที่ได้ทำ 16%คือว่าความเสียใจจากสิ่งที่ทำพลาดไป มันจะรู้สึกเยอะตอนนี้ แต่เมื่อผ่านไปมันจะรู้สึกน้อยลงแต่ความเสียใจจากสิ่งที่ไม่ได้ทำ มันจะรู้สึกน้อยตอนที่ไม่ได้ทำสมมุติเราบอกว่าเราปฏิเศษไม่ทำโอการนี้จะรู้สึกน้อย แต่วันนึงมันจะเยอะขึ้นไปเรื่อยเรื่อยนะครับมีคนหนึ่งเที่ยวหลากการนี้ไปใช้ในการตัดสนใจครั้งใหญ่ในชบิตนะครับเราก็เปลี่ยนโลกไปเลยนะครับมีชายหนุ่มอายุ 30 ปีในตอนนั้นนะครับทำงานอยู่ที่กลองทุน DE Show ใน Wall Streetตำแหน่งใหญ่เงินเดินดีมากนะครับแต่ว่าเขาเห็นว่าตอนนั้นอินเตอร์เน็ตน่าจะขำลังมาตอนนั้นอินเตอร์เน็ตยั สิ่งที่เขาบอกกับตัวเองคือว่าเขาทำเครื่องมืออันนึงขึ้นไปเรียกว่า Regret Minimization Framework ก็คือกลอบความคิดแบบทำให้เสียใจหรือน้อยที่สุดก็คือจินอนาการว่าตอนอายุ 80 มองย้อนกลับมาจะรู้สึกยังไงกับชนาการตอนนี้แล้วเขาก็บอกว่า ผมรู้เลยว่าตอนในยุ 80 ถ้าผมไม่ได้ลงมือทำเรื่องนี้ ผมจะเสียใจและจากนั้นเขาลาออกและแน่นอนนี้คือเรื่องลาของ Jeff Bezos และจุดเริ่มต้นของ Amazon เกิดขึ้นตอนนั้นซึ่งเขาก็ไม่มีความรู้อะไรมากในว่าอินเตอร์เน็ตจะไปขนาดไหนนะครับเมื่อคนอื่นจะบอกว่า Jeff Bezos เค้าเก่งแล้วนี่นะครับ มันก็จะกล้าง่ายหรือเปล่ามันถึงว่า มันจะ เจียเจียง เป็นคนจีนที่ยายไปอเมริกาตอนนี้ 30 เขาล่าออกมาทำสตาร์ทอัพแล้วก็โดนนักลงทุนปฏิเศษแล้วปฏิเศษอีก เขาก็เรียกว่าเจ็บจนเกือบจะลมเลิกความฝันทั้งหมดแต่แทนที่จะหนีจากความครัวเนี่ยเขาทำสิ่งที่มีความบ้าบินนะเขาตั้งโปรเจ็กที่ชื่อว่า 100 Days of Rejectionคือจะออกไปหาเรื่องให้ตัวเองนั้นถูกปฏิเศษ 100 วันเพื่อให้ชินกับคำว่าไม่เช่นการไปขอยืมเงิน 100 ดาลาดจากคนแปลกหน้าหรือว่าไปขอกินเบอร์เกอร์ฟรีอะไรแ แล้วก็ไปขอสิ่งที่ไม่มีทางน้าย เขาขอให้พนักงานทำโดนัท 5 วงเชื่อมกันเป็นรูปห่วงโอลินปิกคุณรู้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับพนักคนนั้นไม่ได้หัวรอยยอเขานะครับเธอหยิบกระดาศขึ้นมาว่าดจดสีต้ำแหน่งห่วงอย่างจริงจังนะครับและประมาณ 15 นาทีตอบมาเธอก็เดินออกมาพร้อมโดนัทห่วงโอลินปิกจริ หลายครั้งแค่เราไม่วิ่งหนีแล้วถามว่าทำไมต่ออีกนิดเดียวคำว่าไม่ก็กลายเป็นคำว่าได้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้คุณกำลังๆเรียนสักอย่างอยู่อยากขอโอกาส
118:10
อยากสมัครงานที่รู้สึกว่าเกินตัวอยากชวนใครสะคนไปกินข้าวนะครับลองนึกถึงตัวเลข 84 กับ 16 ไว้นะครับเพราะอีก 40 50 60 ปีข้างหน้าสิ่งที่หลอกหลอนเราไม่ใช่คำว่าไม่ที่เราเคยได้ยินที่เราถูกปัติเศษแต่เป็นกำถามที่ว่าถ้าวันนั้นเราลองไปแล้วมันจะเป็นยั เมื่อจะเป็นสุขภาพเงินความรู้ ความมัดใจ หรือว่าความสัมพันธิ์ที่ดีของพวกนี้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งเหมือนกันหมดคือมันโตช้า และมันถบต้นMark Manson เขียนว่าตอนอายุน้อยเราจะงุดงิดกับมันมากเพราะว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่เห็นผลสักทีแต่ถ้าเราเริ่มสร้างตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วไม่หยุด พออายุ 3-40 คำสำคัญของข้อนี้คือคำว่า Topton หรือว่าคอมเปล่าเป็นหลักการพี่พูดถึงพลังการสะสมเรามักจะนึกถึง Topton ในเชิงของดอกเบี้ยแต่จริงแล้วมันใช้ได้กับทุกเรื่องผมนึกถึงนักเขียนชาวญี่ปุ่น Murakamiทุกท่านรู้จัก Murakami ในฐานนักเขียนระดับโลกที่ถูกพูดถึงเยอะมากๆแต่รู้ไหมครับว่าเขาไม่เริ่มต้นแบบอัต ทำงานดึกทุกคืน ตอนวันนึงในปี 1978 ตอนนั้นนายุ 29 ปีนะครับระหวังนั่งดูเบสบอลในสนามเขาก็เกิดความคิดวับขึ้นมาเฉยๆว่าเราน่าจะเขียนนิยายได้นะครับคืนนั้นเขากลับบ้านแล้วก็เริ่มเขียนนะครับเขียนหลังปิดร้านทุกคืนทีละนิดแล้วหน่อยนะครับใช้เวลาสิบเดือนจนจบเร่มแรกนะครับ แล้วก็ส่งประกวดได้รังวัลกัน Surprise สำหรับหน้าเขียนหน้าใหม่นะครับแต่ชิงจริงไม่ใช่เรื่องพรสวรรษคือเมื่อเขาตัดสินใจไปหน้าเขียนเนี่ยเขารู้ว่างานเขียนในยายยาวๆ ต้องใช้ร่างกายที่ทนธานเขาก็เลยเริ่มวิ่งครับตอนอายุ 33 และวิ่งต่อเนื่องมาอีกหลายสิบปีวิ่งเกือบทุกวันสะสมไปเรื่อยๆจนถึงขนาดเคยวิ่ง ลองคิดว่าว่านิยาตรงๆ ของเขาแต่ละเล่มไม่ได้เกิดจากรรงประดาลใจชั่วข้ามคืนแต่เกิดจากขาที่วิ่งสะสมเป็นหมื่นกิโลกับหน้ากระดาษที่เขียนสะสมวันละหน้า สองหน้า สามหน้า สีหน้าไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องกัน 40 ปีสุขภาพทอปต้อน ฝีมือทอปต้อน วินัยทอปต้อน ทุกอย่างพร้อมกัน ที่หลายคนฟังแล้วจะคิดว่าเรื่อง Topton มันใช้ได้แค่กับเงินแต่จริงแล้วสิ่งที่ Topton ได้แรงที่สุดในชีวิตเนี่ยอาจจะเป็นเรื่องความสมพันธนะครับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่อง Harvard Harvard Study of Adult Developmentเริ่มตั้งแต่ 1938 ตามติดชีวิต 724 คนทั้งนักศึกษา Harvard คนจบใหม่คนรวยคนจนคนอะไรยาวนานกว่า 80 ปีนะครับยาวถึงขนาดว่า ส่งต่อผู้โมยการโครงการกันมันแล้วหลายรุ่น รุ่นบัจจุบันเป็นจิตแพ้ที่ชื่อว่า Robert Wardengerข้อคนพบที่สมคัญที่สุดจากการตามดูชีวิตคนเกือบสัตวัตว์คือความสัมพันธิ์ที่ดีมีแนวโน้มจะทำให้คนมีความสุขและสุขภาพดีในระยะยาวมากกว่าเงินชื่อเสียงและสติปัญญาวด้วยซ้ำ มีตัวเล่นนั้นผมถึงมาคือความพึงพาใจในความสมพันธ์ตอนอายุ 50 เนี่ยทำนายสุขภาพร่างกายตอนอายุ 80 ได้แม่นยำกว่าระดับ Cholesterol จะอีกโรเบทพูดไว้ว่าความเหงามันค่าคนได้พันลังทำลายของมันเนี่ยพอพอกับสุบุหลีและติดเล่าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าคุณอายุ 20 กว่าสิ่งที่คุณมีเยอะกว่าใครเลยตอนนี้คือเวลาเงินตอนนี้อาจจะยังมีมาเยอะมากแต่ถ้าเริ่มออมมันจะทบต้นมันจะลงทุนมันจะทบต้นสุขภาพดูแลตั้งแต่วันนี้คุณจะไม่ต้องมีปัญหาตอนอายุเยอะเพื่อนดีๆ หัดรถน้ำความสัมพันธ์ทบต้นไปเรื่อยเรื่องเงินๆเราจะไม่เห็นผลในปีนี้หรือป ข้อที่ 4 เรามอบอำนาจแท่กับคนที่เราโทษข้อที่ผมชอบ Mark Manson เขียนว่าเมื่อเราโทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาของเราเรากำลังมอบอำนาจเหนือชีวิตของเราให้คนคนนั้นลองคิดตามนะครับ สมมุติแล้วพูดว่าที่ชีวิตทำไมแบบนี้ก็เพราะเธอแปลว่าเราก็จะบอกว่าความสุขของฉันจะดีขึ้นได้ก็แต่เมื่อเธอเปลี่ยนเท่าอ ในทางจิตวิทยาณมีชื่อเรียกว่า Locus of Control เป็นของจิตวิทยาณชื่อว่า Julian Lothar ที่เสนอไว้ในงานวิจัยปี 1966แปลว่าจดศูนย์กลางการควบคุมจดศูนย์กลางควบคุมคือคนที่เขาไปศึกษาแบ่งได้เป็นสองแบบแบบแรกเชื่อว่าผลลับในชีวิตมาจากผลการกระทำของตัวเองอันนี้เรียกว่า Internal Locus of Controlก็คือว่าสิ่งที่เกิดจ แบบที่ 2 เชื่อว่าชีวิตถูกกำหนดจากปัจจัยภัยนอก เช่นเศรษฐกิจคนอื่น เรื่องอื่นอันนี้เรียกว่า External Locust of Controlและแบบไหนดีกว่ากัน มีงานวิจัย Meta-Analysis ที่รวบรวมผลวิจัยจำนวนมากมาวิคลอดด้วยกันและตีพิมณ์ในวราศาล Journal of Organization Behavior ในปี 2006 ผมว่าคนที่มี Internal Locust Control คนที่เชื่อว่าเขาถือพงอะไรชีวิตอยู่ในมือตัวเองมีไลซน์จัดการเอง มีความไปอยู่ที่ดีกว่าเพิ่งประใจในงานมากกว่า ผลงานดีกว่าประสบความสำเร็จในอาชีพมากกว่า ปรับตัวง่ายกว่าแต่ถ้าตัวเล็กก็มาเห็นภาพเนี่ยนะฮะ ขอเล่าเรื่องคนหนึ่งที่ พิสุดเรื่องนี้ในสนการที่โหดลายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเจอได้นะครับวิกเตอร์ฟังคลครับวิกเตอร์ฟังคลเป็นจิตวิทยา ชาวยิวในกรุงเวณนานะครับในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนะครับเป็นนักจิตวิทยาอายุ 37 ปี มีพรรยา มีพ่อ มีแม่กำลังเขียนงานวิจัยการกติพิม ถูกริปไปแล้วกัน พระยาศเสียชีวิต พ่อก็เสียชีวิต แม่กับน้องชายก็ถูกค่าในห้องรมกาสถูกส่วนไปที่อัลชวิตถ้ามีใครสักคนที่จะมีสิทธิ์โทษคนอื่นไปต่อชีวิตก็ขอให้เป็นผู้ชายคนนี้แหละ ตาสิ่งที่ Victor Fang เข้าเขียนว่าใน Man's Search for Meaning ที่เขาเขียนเซ็ตภายใน 9 วันหลังจรอชีวิตออกมา ไม่ใช่เรื่องพวกนี้เลยกลับเป็นประโยคที่บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพรากไปจากมนุษย์ได้ เว้นแต่สิ่งเดียว คือเสริภาพขั้นสุดท้ายของความเป็นมนุษย์คือการเลือกท่าทีของตัวเอง ต่อสันการณ์ใดๆก็ตาม คือการเลือก เขาเขียนมาในทั้งสือว่าแม้ในไข้กับกันที่ทุกอยากถูกยุดไปหมดแล้ว เสื้อผ้า ชื่อ ในไข้กับกันชื่อก็ถูกยุดไปแทนขนไปตัวเลขนะครับครับครัวสักษีสิ่งเดียวที่เขาถูกยุดไปไม่ได้เลยคือสิทธิ์ในการเลือกว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นยังไง เวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้นและเราจะตอบสนองยังไงช่วงเวลาตรงกลางนั้นเราว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเสียงที่เราตอบสนองนั่นคืออิสระภาพใครไม่ได้อ่านแนะนำให้ไปอ่านมากดีแม่นักสือแรมนี้นะครับทีนี้กลับมาที่ชีวิตของเราครับเรามีโลกไม่แฟ้ เจ้าในไม่แฟ้แฟนเก่าที่ทำเราเจ็บพ่อแม้ที่ไม่เข้าใจเรื่ เพราะทุกวันทั้งวันตื่นมาแล้วอารมณ์ทั้งวันต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของคนอื่นกับเรื่องคนอื่นเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองแล้วเราได้ม่ออำนาจในการควบคุมตัวเองไปให้คนอื่นซึ่งมันคงไม่คุมหรอกข้อที่ 5 ครับทุกทางเลือกล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเขาบอกว่าคนที่เราแต่งงานด้วยคือคนที่เราจะทะเละด้วยบ้านที่เราซื้อ ถึงสำคัญกับทนอายุน้อยๆ เป็นพิเศษนะครับเพราะคนใน Generation นี้มีตัวเลือกเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์จะทำงานอะไรก็มีตัวเลือกเยอะๆ จะเรียนอะไรก็เยอะเราเคยคิดว่าตัวเลือกเยอะยิ่งดีแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ รึเปล่ามีการทดลองคลัสสิคของนักจิติพิทยาได้ชิดว่า Sheena Iangerแล้วก็ Mark Love ติพินในปี 2000 เขาได้ไปตั้ง ผลต้องมาหน้าถึงมาก ถ้าเราคิดแบบตอนนี้เราจะคิดว่าบูทยิบสีรถมันต้องดึงคนได้มากกว่า ขายได้มากกว่าใช่ไหมประกติคือ บูทที่มียิบสีรถดึงคนได้มากกว่าจริงคือ 60% ของลูกค้างที่เดินผ่านจะแวะมาชิมส่วนบูทที่มี 6 รถมีคนแค่ 40% เท่านั้นที่แวะมาชิมฟังดูเหมือนตัวเลือกเยอะจะชนะแต่เพราะไปดูยอดซื้ คนที่แวะบูท 6 รถ ตัดสินใจซื้อไป 30% ส่วนคนที่แวะบูทที่มี 24 รถซื้อไปแค่ 3% เท่านั้นเอง ต่างกัน
126:51
10 เท่าเพราะพอตัวเลือกเยอะเกินไป คนตัดสินใจไม่ได้ จำนวนมากเดินออกมาด้วยมือเปล่า นักจัดทุทยา Bearish Works เรียบกดกันนี้ว่า Paradox of Choice หรือว่าความย้อนแย้ของทางเลือกแล้วเขาแบ่งคนออกเป็น 2 แบบที่ผมว่าน่าสนใจมากแบบแรกเรียกว่า Maximizer คือคนที่ต้องเช็คทุกตัวเลือกเพื่อให้แน่ใจว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดกับอีกแบบนั้นเรียกว่า Satisfizer คือคนที่ตั้งกดเกมไว้แล้วว่าอะไรดีพอแล้วถ้าเจอปุ๊บจบเลย นะฮะ ต้องบอกหน่อยนะครับว่างานวิจัยสารนี้มีการถกเทียงอยู่ว่ามีเงื่อนไขอะไรหรือเปล่านะครับแต่ว่าผมคิดว่าหลักการนี้เราพอหนึ่งออก คือหลายๆคนไว 20-30 อาจจะยังไม่ได้เลือกเมือง ไม่ได้เลือกจิดทางของงาน ไม่กล้าความนิดความสัมพันธ์เร็วไม่ใช่ว่าตัวเลือกไม่ดีแต่เพราะเราหวังว่าจะมีตัวเลือกที่ไม่มีข้อเสียเลย รอยอยู่ข้างหน้าต้องบอกตรงนี้เลยว่าตัวเลือกแบบนั้นไม่มีอยู่จริงมันมีแต่ตัวเลือกที่เรายินดีจะจ่ายราคาของมันกับตัวเลือกที่เราไม เพราะฉะนั้นคำถามที่ถูกต้องเวลาเลือกอะไรใหญ่ๆในชีวิตอาจจะไม่ใช่อันไหนดีที่สุดแค่เป็นความเจ็บปวดแบบไหนที่เรายอมรับได้ในระยะยาวครับเลือกความเหนื่อยที่เรารักได้แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยข้อที่ 6 ชีวิตที่มีความสุขไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความเครียญ A happy life is not a life without stress.
128:26
It's a life of meaningful stress.คือ ชีวิตที่มีความสุขไม่ใช่ประสิจากความเครียด แต่ต้องเป็นความเครียดที่มีความหมายฟังดูเหมือนคำปลอบใจ แต่มันก็มีงานวิจัยมารองรับเช่นกันในปี 2022 ในทีมวิจัยที่นำโดย Abola Keller ตีพิมณ์ในวราศาล Health Psychology เขาใช้ข้อมูลคนอเมริกัน 20,000 กว่า 28,000 คน แล้วก็ดวดราการเสียชีวิตตอนนึง 8 ปีคำถามที่เขาขามตอนต้นมี 2 ข้อง่ายๆคือ ปีที่ผ่านมาคุณเครียดมากแค่ไหนและคุณเชื่อไม่ว่าความเครียดจะทำร้ายสุขภาพคุณผลที่ออกมาคือนนี้ คนที่เครียดสูงและเชื่อว่าความเครียดเป็นอันตรรายมีความเสียงต่อการเสียชีวิตก่อนไว้เพิ่มขึ้น 43%แต่คนที่เครียดสูงเท่ากัน นักจิติวิทยาสุขภาพที่ชื่อว่า Kelly McGnaugle ได้เอางานนี้มาเล่าใน TED Talk เธอสรุปว่าสิ่งที่อันจรายอาจจะไม่ใช่ความเครียดรวนๆ แต่คือความเครียดบวกกับความเชื่อว่าความเครียดอันจะค่าเรา และอีการทดลองที่ยินยันเรื่องนี้ คือการทดลองของ Ali Karam จาก Stanfordทดลองกับพนักงานสาบันการเงินแห่งหนึ่ง จำนวน 388 คนให้กลุ่มหนึ่งดูวิดีโอสั้นๆ ที่เสนอว่าความเครียดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอีกกลุ่มหนึ่งดูวิดีโอว่าความเครียดบันทอนเราถ้าเป็นหนึ่งสัปดาห์ กลุ่มที่ชุกชวนให้มองว่าความเครียด คือประเด็นไม่ใช่ว่าเราจะไปหาความเครียดเพิ่ม ประเด็นคือว่าความเครียดจากสิ่งที่มีความหมาย มันคือสัญญาว่าเรากำลังแค้อะไรบางอย่างมากพอที่จะเหนื่อยกับมันนะครับลองนึกดูสิครับว่าช่วงเวลาที่เราภูมิใจที่สุดในชีวิต ตอนซ้อมกิลาจนแข็งชนะหรือว่าปั่นโปรเจ็กต์จบ อะไรอย่างนี้นะครับ ไม่มีช่วงไ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของชีวิตคงไม่ใช่การหนีจะความเครียดให้ได้มากที่สุด แต่คือการเลือกว่าจะเหนื่อยกับอะไรคำถามที่อยากให้ถามตัวเองคือ ความเหนื่อยในวันนี้กำลังพาเราไปสู่ชีวิตที่เราอยากมีจริงๆหรือเปล่าถ้าใช่อันนี้เรียกว่าควรลงทุน ถ้าไม่ใช่อันนี้ควรจัดการ ข้อที่ 7 ถ้าเราพูดว่าไม่ไม่เป็นคำว่าใช่ของเราก็ไม่มีความหมายเราถูกนิยามด้วยสิ่งที่เรายอมสละ สิ่งที่เรายอมเสีย และสิ่งที่เรายอมปฏิเศษถ้าเราตอบตกลงกับทุกอย่าง ไม่เคยปฏิเศษใครเลยสุดท้ายชีวิตเราจะไม่มีตัวตนของตัวเองและเราจะกลายเป็นแค่เงาสถ้อนของความต้องการของคนรอบข้างเรื่องนี้ทำไมผมนึกถึงเหต ในงาน Worldwide Developers Conference ปี มีนะพัฒนาคนอื่นลูกถามเขาล่างแรงเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ Job สั่งตัดถิงสิ่งที่ Job ตอบกลับกลับเป็นประโยคคลาสิกตอนนั้น Apple มีพรอดักต์เยอะมาก และตอน Steve Job กลับมาเขาสั่งแบบ ละของไปแบบ อาจจะ 80% หรืออะไรอย่างนี้ สตริฟชอบบอกว่า คนมาคิดว่าการโฟกัสคือการพูดใช่กับสิ่งที่เราต้องโฟกัสแต่มันไม่ใช่เลย การโฟกัสคือการพูดว่ามัยแล้วเขาทำเหมือนกันจริงๆ ปลับมาปุ๊บเขาห่านลาย ผิดภัณฑ์แอปเปล์ทิ้งอย่างโหโดนดายเลยเท้เลยนะฮะ ตัดทิ้งไปเยอะแม่งแต่การตัดทิ้งครั้งนั้นแหละทำให้อปเปล์มีแรง พอจะเอาสัพยากรไปสร้าง iMac, iPod, iPhone จนกลายเป็นบริษัทที่มีมุนค่าสูงที่สุดในโลกในเวลาตอบมาทีนี้คำถามคือทำไมข้อนี้ถึงสำคัญพิเศษสรับคนเริ่มทำงานเพราะเมื่อเวลา 20 กว่าเราสอนให้คว้าโอกาสเยอะๆ ซึ่งก็ดีแต่เราจะต้องมี มีวิธีการจัดการด้วยเพราะต่อให้เรามีพลังงานและเวลาเยอะแต่มันก็เหมือนเงินในกระเป๋าแหละทุกครั้งถ้าพูดว่าได้ครับกับเรื่องนึงเรากำลังควักเงินก้อนนั้นจ่ายไปแปลว่าเรากำลังพูดว่าไม่กับเรื่องอื่นโดยอัตโนมัติแต่เราไม่รู้ว่าเรากำลังปฏิเศษอะไรอยู่คนที่รับทุกอย่างจริงเราคือคนที่พูดว่าไม่ก ตัวต้นของเรา เกิดจากสิ่งที่เราปฏิเศษ ร้องสังเกตดูคนที่น่าชื่อถือที่สุดในชีวิตเราดูครับเขามักเป็นคนที่ชัดเจนใช่ไหมว่าอะไรเอาไม่เอา ไม่เป็นคนแบบ หลังเลยเขาชัดอันนี้ทำได้ นี้ทำไมได้และถ้าเราไม่เป็นคนที่กำหนดว่าอยากจะมีชีวิตแบบไหนเดี๋ยวคนอื่นเขาจะมากำหนดแทนให้เราเองเชื่อผมเธอตารางชีวิตที่คนอื่นเขีย ข้อที่ 8 ความมั่นใจไม่ได้มาจากความเชื่อว่าเราจะสำเร็จทุกครั้ง Mark Manson บอกว่าความมั่นใจไม่ได้มาจากการคาดหวังว่าจะสำเร็จแต่มาจากการอยู่กับความล้มเหลี่ยวได้อย่างสบายใจตั้งห้างข้อเสริมว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองต้องสำเร็จทุกเรื่องมีคำเรียกอยู่คำหนึ่งคือคนลงตัวเอง คำนี้จะพลิกความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เพราะเราคิดว่าคนที่มั่นใจคือคนที่ไม่กลัวพลาดแต่จริงๆแล้ว คนที่มั่นใจจริงๆคือคนที่พลาดได้โดยโลกของเขาไม่ทะลมลงมาตัวอย่างที่ดีที่สุดในข้อนี้ ผมขอยกให้ผู้ชายที่หลายคนบอกว่าเขาเก่งที่สุดในปรวจสาติกิลา Michael Jordan ปี 1997 Nike ปล่อยโคตสนาชื่นหนึ่งชื่อ Failureในโคตสนาเป็นภาพของ Michael Jordan เดินเข้าสนามช้าๆพร้อมกับเสียงของเขาที่พูดเองว่าผมชุดพลาดมามากกว่า 9,000 ครั้งในอาชีพผมแพ้มาเกือบ 300 เกมมี 26 ครั้งที่ทีมไว้ใจผมไม่ชุดลูกตัดสินเกมแล้วผมพลาดผมล้มเหลว สำแล้วสำแล้วตลอดชีวิตและนั่นแหละคือเหตุผลที่ผมสำ ในโฆษณะนี้เขาไม่ได้พูดว่าผมชนะกี่แช้ม แต่เขานับความล้มเหลวของตัวเองแบบละเอียดกระทั้งจำได้ว่าพลาดลูกตัดสินไปถึง 26 ครั้งคนที่กล้านับความปิดพลาดของตัวเองแบบนี้คือคนที่ไม่ได้เอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับผลลับที่เป็นใช้ชนะอย่างเดียว และนั่นคือความมั่นใจที่แถดจริงแล้วถ้าถามว่าความสบ นักจิติทยาชื่อว่า Christian Nerve ผู้บู่เบิกงานวิจัยเรื่อง Self-Compassion หรือความแม่ตาต่อตัวเอง ทำการศึกษาร่วมกับทีมในปี 2005 กับนักศึกษามหาวที่อะไรเพราะว่านักศึกษาที่มีความแม่ตาต่อตัวเองสูง มีความกลัวจะล้มเหลวต่ำกว่ายังมีในยะสำคัญ และรู้สึกว่าตัวยังมีความสามารถมากกว่าด้วย และในการศึกษาชิ้นที่ 2 เขาตามดูนักศึกษา 110 คนที่เพิ่งได้เกรดสอบกลางภาคแยกกว่าที่หวังผลคือคนที่ใจดีกับตัวเองเป็นจะจมอยู่กับการคิดบนซ้ำน้อยกว่าและหนีปัญหาน้อยกว่าและมองความผิดพลาดในครั้งนั้นเป็นโอกาสในการเติบโตได้มากกว่าผู้หน้าคือว่ายิ่งเราใจดีกับตัวเองตอนพลาดเรายิ่งก เพราะเราเติบโตขึ้นมากับ Social Media ที่ทุกคนโชว์ต่าไฮไลต์ของชีวิตตัวเองเราก็เลยอาจจะแอดตั้งมัตรฐานในใจว่าชีวิตนี้ต้องไม่พลาดเลยซึ่งพอพลาดจริง หลายคนถึงกับนิยามตัวเองใหม่ว่าเราไม่เก่งพอทั้งทางที่จริง ความผิดพลาดคือค่าเทิมของทุกธรักษะบนโลก ไม่มีใครข้ามคันตอนนี้ได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะพยายามพิสูปว่าเราต้องชนะตลอดต้องเก่งตลอดลองเปลี่ยนเป้าหมายเป็นล้มให้เก่งขึ้นดูครับล้มแล้วด่าตัวเองให้สั่นลงลุกเร็วขึ้นเก็บบทเรียนแม่นขึ้นแค่นี้ความมั่นใจจะมาเองโดยไม่ต้องเสรรงข้อที่ 9 ครับผลลับที่ไม่ธรรมดาเกิดจากการทำสิ่งสําๆ ไปเวลานาน Mark Benson ขินว่าความสำเร็จชั่วข้ามคืนทุกการณีแท้จริงและผลงานของการทำงานเงียบๆในมุมที่ไม่มีใครเห็นเป็นเวลาหลายปีหรือบางทีหลายสิบปีนะครับผมจะเล่าเรื่องให้ฟัง 2เรื่องเรื่องแรกมาจากวงการจักรยานครับก่อนปี 2003 ทีมจักรยานของอังกฤษคือทีม No Name ของโลกนะครับตลอดเกือบ 100 ปีตั้งแต่ปี 1908เพราะเขาได้เหรี นักสึงค่านว่าผู้ปริจชิ้นส่วนจากยันรายนึงใน Europe ไม่ยอมขายจากยังทีมชาติอังเกร็จเพราะว่ากลัวทำแรนดดูแย่นะครับและในปี 2003 เขาก็จ้างผู้โมน่อยการทีมคนใหม่ที่ชื่อว่า Dave Belsfordซึ่งมาพร้อมกับรัดยาที่เรียกว่า Aggregation of Marginal Gains หรือการสาสมชัยธนาเล็ก ๆ ทีละ 1% เขาบอกว่าถ้าเราแตกทุกวงประกอบการปราจการออกมาแล้ว แล้วปรับรวมแต่ละจุดให้ดีขึ้นแค่ 1%เมื่อมันรวมกันมันจะกลายเป็นการเก้ากระโดดอย่างมหาศาลนะครับสิ่งที่เขาท่ำกับทีนมันจุกๆจนหน้าขันนะ เช่นออกแบบบอกให้สบายขึ้นนิดนึง เอาแอลกอฮอลเช็ดยางล้อเพื่อให้กระถนนขึ้นนิดนึงให้นักปั่นใส่เกงไฟฟ้าอุ่นกล้ำเนื้อระหว่างรอแข็งคันจ้างเสร็จเนยแพทธมาสอนวิธีการล้างมือเพื่อลดโอกาสการเป็นวัดทดสอบหมอนกับที่นอนให้นักปั่นแต่ละคนและคนตามไปตามรงแรมทุกขึ้นกระทั่งทาสีในรถปันทุกเป็นสีขาวเพื่อให้มองเห็นฝุนท กวาด 60% ของเรียนทองจักรยานทั้งหมด London
137:43
2012 ทำราย City Olympic 9 รายการ สิทธิ์โลก 7 รายการปี 2012 Bradley Wickenscribe เป็นนักปันอังกริจคนแรกในปวัติศาสตร์ที่ ชนะ Toto de Franceและในช่วง 6 ปีต่อมา นักปันอังกริจชนะ Toto de France ไปถึง 5 สมัยจากทีมที่มีแบรนด์จักรยาน ไม่ยอมจะขายจักรยานให้เป็นทีมที่ครองโลก ด้วยการทำเรื่องน้ำเบือน้ำ และที่สองอาจจะใกล้ตัวคนรุ่นใหม่เข้ามาหน่อยหลายท่านน่าจะเคยเห็น Angry Birds เกม Angry Birdsเกมที่มีนกโกรธ มีตุกตา มีหนังยางที่ทั่วโลกเรียกมันว่าความสำหรับชั่วข้ามคืนแต่รู้ไหมครับว่าบริษัท Rovio ผู้สร้างเกมนี้ทำเกมมาแล้ว 51 เกมก่อนหน้านั้นตลอด 6 ปีไม่มีใครจำเกมเพราะเขาได้เลยสักเกม Angry Birds เกมนมดับที่ 52 พวกเข ที่นี้ลองคิดูว่าช่า Rovio หยุดที่เกมที่ 30 หรือ 50 จะเกิดอะไรขึ้นโลกเราก็จะไม่รู้จักกับ Angry Birds และผู้เขาก็จะเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ที่ล้มเหลวไปเงียมๆ อีกบริษัทหนึ่งเส้นแบ่งระหว่างคนล้มเหลวกับตำนาน บางทีมันคือการทำต่อแค่ไม่กี่ครั้งเอง สอบคนที่อายุในน้อย ในข้อนี้จะฝืนความรู้สึกที่สุดเราอยู่ในยุคที่เห็นคนอายุเท่ากัน ดังในแอปลิเคชนออนไลน์ต่างๆ ในสามเดือนเห็นคนขายออนไลน์ปีนึงก็รวยเละ ขับรถซุปกอร์คาร์มันเลยรู้สึกว่าถ้าทำอะไรหกหรือ แล้วไม่เวิร์กแปลว่ามาผิดทางหรือเปล่าแต่ความจริงคือ สิ่งที่เราเห็น คือเกมที่ 52 ของ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่คุณทำอยู่มันยังไม่เห็นผลคำถามที่ควรถามอาจจะไม่ใช่ทำไมยังไม่ดังสักทีแต่คำถามคือ เรากำลังเก็บ 1% ของเราทุกวันอยู่หรือเปล่าเหมือนทีมจักรยานอังกฤษถ้าใช่ทำต่อไป มันจะจ่ายเสมอแล้วแต่อาจจะช้าหน่อยข้อที่ 10 ครับ ไม่มีคำว่าสายเกินไปโสรการณ์เปลี่ยนแปลงข้อนี้ Mark Manson เนี่ หลังจากสามีของเธอเสียชีวิต คุณยากก็ตัดสนใจทำสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้มีแค่คลาดคิด เธอเริ่มเรียนเป็นโน่ครั้งแรกตอนนายุ 62 ซึ่งเยอะมากสบวกันเริ่มเรียนเป็นโน่ครั้งแรกนะครับ เพราะเป็นโน่ส่วนใหญ่ คนจำนวนมากก็ส่วนใหญ่ก็เล่นนักกันเด็ก ช่วงแรกทุกคนในครอบครัวก็คิดตรงกันว่าเธอคงแค่หากิจกรรมที่ช่วยพาตัวเองผ่านความเศร้าเดี๋ยวก็คงเลิกนะครับแต่เธอไม่เลิกครับ เธอฝึกทุกวันวันแล้ววันแล้วหลายเดือนเป็นหลายปี ถึงขั้นมีคนในครอบครัวเริ่มถามว่าเธอจะเล่นไปถึงไหนบางคนบอกให้เธอหยุดได้ลองที่สํานะครับแต่เธอยังคงนั่งลง เล เธอเข้าสือวัย 90 เธอเล่นไปโดนมาแล้ว 30 ปี เธอเล่นผลงานของ Mozart, Beethoven, Bachคนที่ได้ฟังเธอเล่น รวมถึงนับเป็นนูอาชีพแค่ไม่เคยมีใครเชื่อเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะเพิ่งจับเป็นโดนครั้งแร่นตอนอยู่ 60ผมชอบเรื่องนี้มากครับ ผมคิดว่ามันเฉลยกลลงตรงความคิดอย่างนึงที่ขั่งพวกเราไว้ก็คือว่า เราคิดว่าทุกอย่างทำสายเกินไป เขาแค่ถามว่าวันนี้ฉันอยากเล่นเป็นโนไหมแค่นั่นเองและโรธิศาสตร์ มีเรื่องแบบนี้เยอะมาก คนแรกเป็นชาวล์เอเชียที่ผมคิดว่าเราทุกคนเคยกินสินเท่าคิดคนนะครับแต่อาจจะไม่ค่อยได้รู้จักประวัติเขาเท่าไหร่นะครับเขามีชื่อว่า Momofuko Ando เกิดที่ใต้หวันในปี 1910 ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ญี่ปุ่นชีวิตเขารมลุกคุกครานตลอดจงทั้งปี 1957 ตอนนายุ 47 ปีสะกรณ์เครดิทที่เขาเป็นประทานอยู่ก็ลมละ ไปชั่วข้ามคืน เขามีแค่บ้านเช่าหลังเดียวในมือง Ikeda ใกล้ ๆ Osakaคำถามคือผู้ชายยุ 47 สิ้นเนื้อประดาตัวทำอะไรต่อดีสิ่งที่อันโด เลือกทำก็คือสร้างกระท่อมไม้เล็กๆ ขนาด 10 ตรางเมตรในส่วนหลังบ้านแล้วขังตัวเองอยู่ในนั้นเพื่อไล่ตามไอเดียเดียวไอเดียนั่นก็คือ รามเองที่เติมนำรอนที่กินได้ เขาทดลองอยู่ในกระท้อมนั้นทุกวัน ไม่หยุดไม่แต่วันเดียวนอนวันละ 4 ชั่วโมงต่อเนื่อง 1 ปีเต็มล้มเหลว ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกจนกระทั่งวันนึงเขาเห็นภรรยาทอดเทมปุรัสอยู่ในครัวเราปิ้งไงเดียคลิมมาว่าการทอดในน้ำมันร้อนแบบนี้แหละ ที่จะไล่ความชื้นออกจากเส้นได้แล้วทำให้เส้นคืนตัวเมื่อเจอน้ำ ในปี 1958 ตอน US 48 ปี บ้ามีกรึงเสร็จรูปซองแรกของโลกที่ชื่อว่า Chicken Ramen ก็เกิดขึ้นและเขาไม่ดีวิดแค่นั้น ตอนนายุ 61 ระหวังไปสมรวจตลาดที่อเมริกาเขาเห็นคนเมริการหักเส้น Ramen ใส่แก้วกระดาษและเทน้ำร้อนตามข้อภาพนั้นกลับมาพัฒนาต่อจนเป็น Cup Noodles ในปี 1971ในวัตกรรมที่เปลี่ยนบริษัท Nishin ให้กลายเป็น กระทั้งตอนปี 2005 ตอนอายุ 95 ปี บ้ามีที่เขาพัฒนา ยังได้ขึ้นกระสวยอากาศ Discovery ไปพร้อมกับนักบินอากาศญี่ปุ่นด้วยอันโดทำงานจนวาระสุดท้าย เขาเสียชีวิตในปี 2007และว่ากันว่าเขากินรามเองของตัวเองแทบทุกวันจนวันสุดท้ายของชีวิตลองคิดว่าสิ่งประดิตที่วันนี้คนกินกันทั้งโลกแล้วอยู่ในครัวของแทบท คนที่สองเป็นผู้หญิง เธอเล่นน้ำ Ice Skates มาตั้งในเจ็ดขววฝันไป Olympic แต่ไปไม่ถึงเธอก็เลยไปทำงานได้สิ่งของ Fashion Vogue ตอนนั้นยู 17 พลาดฝันจากการได้โปรโมตเป็นมานาธิการบริหารตั้งๆ เพราะว่างเตรียมงานต่างงานของตัวเอง เธอหาชุดเจ้าสาวที่ถูกใจไม่ได้เลยแล้วตรงนั้นเองเธอก็มองเห็นช่องว่างในตลาด เธอแล้วว่าตอนนั้ แต่เธอก็ตัดสินใจเปิดชุดหนังงานรันแรกในปี 1990 ตอนนายุสี่สิบปีพอดีวันนี้เธอคือเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแฟชน์ในที่ดังที่สุดในโลกนะครับเวียรอบแว่งนั้นเองนะครับคนที่สามผมเต็งมากนะครับเป็นหญิงชาวร่ายชาวมารายกันชื่อ Anna Marie Roberson Mosses หรือว่า ที่โลกก็จักกันในนาม Grandma Moses เธอชอบงานปักผ้ามาตลอดชีวิต แต่พอยุ 70
144:00
กว่าโรกข้อกเสบก็ทำให้จับเข็มปักผ้าไม่ไหวน้องสาวก็เลยแนะนำว่า อย่างนั้นลองจับผู้กันวาดรูปฐานไหม เธอก็เลยเริ่มวาดรูปจริงจังตอนนายุ 78 วาดไปขายไปรูปประ 3 ดอลลาร์บ้า 5 ดอลลาร์บ้างจนในปี 1938 นักษาสมงานสิลปะขับรถผ่านเมืองเล็กๆของเธอเห็นรูปวาดแขนอยู่ที่หน้าต่างร้านขายยาเขาซื้อทั้งหมดเลยหลังจึงนั้น ชื่อเสียงเธอก็ค่อยดังขึ้นไปเรื่อยๆ เธอว่ารูปต่อนเมื่องกว่า 1,500 ภาพตลอด 3 ทดสวัสดจนเสียอายุในวัย 101 ปีและในปี 2006 ภาพของเธอที่ชื่อว่า Sugaring Off ที่ถูกว่าตอน 83 ถูกประมูลไปในราคา 1.36 ล้านดอลลาร์สารัดจากภาพ 3 ดอลลาร์กับผู้หญิงที่เริ่มว่ารูปตอนอายุ 78 นะครับ เอาล่ะครับ เรามาถึงปลายทางของแอพิโซดนี้กันแล้วผมคิดว่า 10 หัวข้อวันนี้ถ้าใช่สรุปเป็นสั้นๆ คือว่าชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดจากการไม่พลาด ไม่เจ็บ ไม่ช้าแต่จากการเลือกว่าจะพลาดอะไรบ้าง เจ็บอะไรบ้าง ลุกยังไงให้เร็ว และจะไปที่ทางไหน บางอย่างดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมคิดว่าบางอย่างก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีนะ เหมือนที่มากมันเชินบอกอายุ 40 กว่า ถึงจะเข้าใจได้และถ้าตอนนี้น้อง ๆ ท่านไหนที่อายุน้อยๆได้มาฟัง หวังว่าจะเป็นประโยชน์มากมาก
145:27
วันนี้อยากจะทักทายกันสักหน่อยนะครับไม่ได้คุยกับท่านผู้ชมทําพูดฟังมานานพอสมควรแล้วก็ช่วงนี้ผมก็เป็นช่วงที่ตารางแน่นสุดๆ เลยนะเพราะว่าต้องบอกว่าตอนนี้งานของสีจารย์มันกลับมาเป็นอีกสเตจนึงที่ต้องใช้พลังผมก่อนข้างเยอะนะครับ แต่ว่าก็ยังหาเวลามาที่จะอัดพอดคัสต์มาคุยกับทุกท่านทุกวันนะครับพูดถึงพอดคัสต์ก็ 5 minutes นี่ผมก็อยากจะทำให้มันมากขึ้นด้วยนะพระช่วงหลังนี้ผมก็จะทำตัว 5 minutes น้อยลงหน่อยนึงนะครับจะหาเนื้อหาใหม่ๆ สนุกๆ มาชวนคุยกันนะครับก็ต้อง manage ทั้งเวลาทั้งพลังงานเพราะว่าก็เหนื่อยเหมือนกันนะช่วงนี้นะครับเราก วันนี้ก็จะเอาอีก Lecture นึงของ Graham Weaver Graham Weaver ก็เป็นคนที่ช่วงนี้ผมฟัง ผมไม่ตามฟังของเขาเยอะมากนะครับเพราะว่าเขาถูกจัดหลิดผมใจของนี้แล้วกันวันนี้ก็เป็นอีกตอนหนึ่งนะครับชื่อนี้อันนี้มันชื่อว่า Design of Winnerable Game คือออกแบบชีวิตที่คุณจะชนะได้และชีวิตที่คุณอยากเล่นจริงๆนะครับ เขาบอกว่าตอนปี 2008 ที่มี Financial Crisis ที่อเมริกาเขาอยู่ในสายงานการเงิน ตอนนั้นสันการณ์เขาวิกริจสุดๆคืนนึงเขานอมไม่หลับแล้วก็กดเครื่องคิดเล่งใน spreadsheet เขาก็มาขนวนอยู่ว่าด้วยเงินเก็บของเขาทั้งหมดเขาจะจ่ายเงินเดือนพนักงานแล้วก็ผ่อนบ้านตัวเองไปได้อีกกี่เดือนก่อนที่เงินจะหมดเกลี่ยงเขาก็บอกว่าได้ประมาณ 12 เดือนซึ่ง ก็ไม่ใช่ตัวอะไรที่เขาหวังไว้ เคราะว่าจะอยู่ได้นานกว่านั้นเพราะสถานการมันดูไม่ได้จะดีขึ้นเลยนะครับระหว่างที่เขากำลังคิดไม่ตกดูก็มองไปที่อีกฝากหนึ่งของห้องทำงานเพราะว่าห้องทำงานเป็นห้องนอนของลูกสาวเล็กๆของเขาด้วยนะครับคือเขาก็ทำงานในห้องนอนนี้แหละก็อายุเพิ่ง 2 สัปดาห์เองนอนหลับปุ๋ยอยู่นะครับกร แล้วก็วินาทีนั่นเองเขากลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะเขารู้ว่าเด็กคนนี้กำลังฝากชีวิตไว้กับพ่อของเธอให้พ่อหากทางออกให้ได้แต่ตอนนั้นพ่อหากทางออกไม่เจอเลยจริงๆกรัมวิเวอร์ชวนอีกทีนึงว่าเขาคือใครนะเพื่อใครลืมไปแล้วปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ที่ Stanford MBAแต่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Private Equity ช่วย Alpine Investorซึ่งเป็นหนึ่งในก ย้อนหลังไปที่คืนนั้นที่กำลังมองหน้าลูกเราลองให้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาดูแลบรายศัทธิ์ได้ยังไงตอนนั้นสถานการมันเป็นอย่างนี้ Lehman Brothers พึ่งลมไปได้ 3 สัปดาห์ในปี 2008 นี่คือตุหลาคมหุ้นก็ร่วงยับหุ้นร่วงเหละ พอร์ตที่เขาดูแลก็เละ ช้าววันนั้นนักลงทุนอะไรใหญ่ที่สุดของกรรมโทรมาบอกว่าขอโทษนะ สภาพตลาดแบบนี้ผมลงเงินในกองทุนใหม่ของคุณไม่ได้แล้วและก่อนจะวางสายนึงจากนักลงทุนคนนี้ฉันอีกกับเขาพูดสิ่งที่น่ากรวกนั้นอีกเขาบอกว่า แล้วคุณจะได้รับสายแบบนี้จากนักลงทุนเกือบทุกคนที่เหลือและกรรม แกรมบอกว่าเขาสงสัยว่าตัวเองตอนนั้นไปอยู่สนานการณ์แบบนั้นได้ไงเพราะว่าเขาก็ตั้งใจเรียนตั้งสือมากมากเร็นดีมากแล้วก็ไปทำงานบริษัทดังๆบน Wall Streetแล้วก็มาเปิดกลองทุนของตัวเองเขาก็ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้แล้วไม่ถึงว่าเขาคิดว่าเขาไม่สามารถจะใส่ชั่วโมงทำงานได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่วันนี้เขากำลังจะล้มละลาย ทำไมความฝันถึงไม่เป็นแบบที่เขาคิดไว้จุดสงคัญอยู่ตรงนี้ คืนนั้นเขานั่งทบทวนแล้วเกิดความคิดขึ้นมาว่า หรือตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาตั้งแต่เรียนจบเขาถามคำถามผิดมาตลอด คำถามที่เขาถามตัวเองทุกวันก็คือว่าเขาจะเล่นเกมนี้ให้เก่งขึ้นเร็วขึ้นและแข็งแกร่งกว่าคนอื่นได้ยังไงอึดอีกสู้อีกทำแบบนี้มาตลอดแล้วมันก็ไม่เวอร์คคือนั้นก็เลยถามคำถามนี้กับตัวเองแล้วก็ถามกับตัวเองว่าจากเดิมที่เคยถามว่าจะเล่นเกมนี้ยังไงให้เก่งขึ้นเนี่ยเขาต้องเปลี่ยนคำถามว่าตกล พอคำถามกลายเป็นแบบนี้ คำตอบมันก็ผุดขึ้นมาในใจเขาบอกว่า เออไม่ใช่อ่ะ นี่ไม่ใช่เกมที่เขาควรจะอยู่และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของชุดความคิดที่แกรมมันเขาบอกว่าเป็นเกมที่ชนะอะไรหรือว่า Venable Game เขาได้อย่ามไว้อย่างสวยงามนะผมว่าเกมที่ชนะได้ก็คือเกมที่หนึ่งเป็นเกมที่คุณจะต้องชนะได้จริงมันถึงว่ามันมีความเป็นจริงที่คุณจะชนะได้สองเป็นเกมที่คุณอยากจะชนะตื่นเต้นที่ได้เล่นเกมแล้วสามถ้าคุณเล่นเกมนี้มันจะพาคุณเข้าใกล้คนที่คุณอยากเป็นมากขึ้นเรื่อยเรื่อย นี่ต้องเป็นเกมที่ความสำเร็จภายนอกกับการเติมเต็มสิ่งภายในนั้นมันไม่ขัดย้างกัน มันต้องเป็นเกมเดียวกันด้วยคำถามคือเราจะออกแบบเกมนั้นได้ยังไงนะครับกรัมก็ใช้เวลาหลังจากนั้นตกผลึกออกมาเป็น 4 คันซึ่งวันนี้เราจะมาชวนคุยกันประเด็นนี้นะครับอันที่ 1 กรัมก็บอกว่าคุณต้องเลือกเล่นเกมที่จุดไ เขาตั้งคำถามคำวันนั้นบอกว่า ครั้งสุดท้ายที่ทำอะไรแล้วมันรู้สึกไฟลูกโชน รู้สึกว่าอยากสนาจริงๆ มันคือไม่ไหร่กรรมก็คิดย้อนกลับไปใกล้ๆ ไม่มีเลยก็เลยย้อนกลับไปใหม่ ย้อนไปถึงสมัยมหาวที่อะไรตอนนั้นเขาเล่นเรือผ่ายกรรมเข้าเรียนวิชว่ากรรมศาสตร์ที่ Princeton Universityซึ่งถือว่าเป็นมหาวที่อะไร ชั้นยอดของ แต่ที่บอก เขาเติดโตมาใน Ohio ซึ่งไม่มีกิลาเลยแบบนี้แล้วก็เรียนลงในรัฐบาล ไม่เคยพายเรือมาก่อนในชีวิตเลยนะครับไม่เคยพายเรือมาก่อนในชีวิต แต่ว่าอยากสมารถเข้าทีมพายเรือที่ Princeton นะครับขนาดว่าเรือมันพุ่งไปข้างหลังเขายังไม่รู้เลยนะครับแน่นอน เพราะผ่านไปสองสัปดาห์แล้วประกาศ คนที่มีชื่อติดทีมนะครับ ไม่อยู่ใน List นั้นเป็นนักรบบนบก มันเป็น Land Warrior อะไรกันก็คือว่าถ้าอยากจะไปซ้อมเครื่อง Rowing มันมีที่เรา Rowing บนบกเหมือนแคง High Rocks ก็ไปซ้อมได้ แต่ว่าไม่ได้ลงเรือจริง กรัมก็บอกว่าโอเคไม่มีปัญหานะฮะเช้าวันน้องขึ้นเขาก็ตื่นไปที่ที่ซ้อมไอ้เหลือเนี่ยนะฮะตั้งแต่ 6 โมงเลยไปเล่นเครื่องนะครับก็คิดว่า เห้ยเดี๋ยวคงมีคนมาซ้อมเต็มไปหมดเลยนะครับปากฏว่าไม่มีใครมาเลยเพราะว่าไอ้คำที่โคชบอกว่านักรบบนบกเนี่ยนะฮะ Line Warrior จริง ๆ มันเป็นคำสุภาพที่แปลว่า นายไม่ติดทีมนะครับแต่คือโอเคแหละ อยากจะมาซ้อมในที่ที่เขาซ้อมกันก็มาได้ ใครๆก็มาได้นะครับเขาก็นั่งภายเหลืออยู่คนเดียวเนี่ยแหละครับเขาก็ซ้อมออกเขาไป ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าว่าจริง ๆ ความหมายคือไม่ได้ติดทีม แล้วก็รู้สึกว่าก็ไม่เป็นไร เราก็ซ้อมไปนะครับ ชักพักหนึ่งก็มีคนเดินเข้ามากัน คนนี้ไม่ใช่นักศึกษา เป็นเพราะว่าอยู่เยอะแล้วเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ไว้หนวด ดาว่าอยู่น่าจะ 30 กว่าเขาก็มานั่งห่างเครื่องที่อยู่ไป 2-3 ตัวแล้วก็เริ่มภายอย่างบ้าครั้งกรรมบอกว่าเขามีเคยได้ยินเสียงเครื่องภายดังขนาดนั้นมาก่อนเลยแล้วก็บอกว่าหมอนนี้ไม่ได้ภายแปลบเดียวแต่ภ จนวันนึงก็ความสงสัยก็ชนะนะครับ ผู้ชายกันก็หันมาถามกรัมว่าเห็นได้แม้ทุกเช้าเลย 2-3 อาทีตละ ได้มาทำอะไรนะครับ น่าเป็นใครนะครับกรัมก็ตอบว่าผมชื่อกรัมนะครับผมอยากติดทีมภายเหลือ ก็ถามว่าเราพี่ใครเป็นใครก็บอกว่าชื่อไมคนะครับ แล้ว Mike ก็ถามว่า แล้วในมันทำอะไรก็บอกว่า แกรมบอกว่าเขาอยากระซ้อมเพื่อจะติดตัวสำร้องแกรมก็บอกว่าโอเคแล้วก็ไม่ได้คุยเลยกันอีกลังจากนั้นอีกหลายทีก็ยังเจอกันอยู่ตอบมาแกรมถึงรู้ว่า Mike ที่ว่าคือ Mike จะติ เป็นนักภายเรือระดับโลกไปแข่ง Olympic ถึง 3 ครั้งแล้วก็เป็น Coach พาอาสิทีมชาติสารัฐ์มรรกา คว อยู่มาวันนึงนะครับ Mike คนนี้แหละที่เป็นนักกิลาอลิมปิกก็มองมาที่ Grahamแล้วพูดกับ Graham บอกว่านายรู้ไหมว่าฟอร์มการภายเลือของนายมันหวยแตกมากแต่ฉันจะบอกอะไรให้ ถ้านายซ้อมแบบที่นายซ้อมอยู่ตอนนี้ไปเรื่อยๆวันนึงนายได้ไปแข่งทีมโอลิมปิกแน่ Graham บอกว่าตอนนั้นมันมีพลังงานบางอย่างพุ่งมาหากเขาด้วยไม่รู้ตัวคนที่เป็นเห ตรงนายซอมเยอะขนาดนี้ ไปอลิมปิกได้ มีประโยกนึงที่แกรมเขาบอกว่าหลังจากนั้นเขาไปอ่านเจอ ที่มันสอดคร้องกับเรื่องนี้นะครับ มันเป็นคำพูดของสถาปัญนิก Daniel Byrne เขาบอกว่า ยาว่างแผนเล็กเล็กๆ เพราะมันไม่มีพลังพอจะจุดไฟในเลือดของคนพระสังกริจคือ Make no little plants.
154:34
They have no magic to stir man's blood เขาบอกว่าคนแรกถ้าคุณต้องจุดไฟให้ได้คือตัวคุณเองหลังจากวันนั้นการภายเรือนจุดไฟในตัวกรรมเขาคิดว่าอาจจะได้เป็นนักกิลาโอลิมปิกก็ได้นะทีนี้กรรมผู้ซึ่งไม่เคยภายเรือนมาก่อนแต่ว่าใช้ความลูกบ้าเขาอย่างเดียวเขาก็เขียนลงไปในสมุติเล่มที่เขาใช้เป็นเหมือนเจอร์เนลว่าพอมคืนนักกิลาโอลิม 3 อย่างที่จะทำให้ผมเข้าใกล้เป้าหมายกันกันเป็นนักกิลาโอลิมปิกจะทำอะไรบ้างเขาก็บอกว่าทุกๆวันเขาก็จะจดวันนี้ยกเวท วันนี้กินอาหารดีๆ วันนี้ออกกำลังกาย วันนี้นูนนี่พอทำซ้ำๆเขาก็เริ่มเชื่อว่า เฮ้ยเขาจะติดทีมโอลิมปิกจริงๆก็ได้นะเขาบอกว่าคือสิ่งที่สำคัญมากพอคุณเลือกเป้าหมายที่มันจุดไฟในต มันเริ่มมีพลังมหาศาล มันเริ่มมีมวนมหาศาลแต่แน่นอน ไอ้การปิเขียนอย่างเดียว มันจะไม่ได้เรื่องขึ้นมาหรอกนอกจากว่ามันทำให้คุณซ้อมมากขึ้น พยายามมากขึ้นปีหนึ่งก็แล้ว ปีสองก็แล้ว ปีสามก็แล้ว อันนี้ยังไม่ต้องไปอลลิปิกยังไม่ได้ลงเหลือที่ตัวอย่างอยากลงเลยความแข็งแกร่งมันไม่ได้เปลี่ยน เมื่อเข้าสู่ปี 4 กรัมก็ได้รับคัดเลือกเป็นกับตันทีม ของพายเรือ ของ Princeton Universityและทีมที่เขาอยู่ ก็เคยคว้าแชมประดับประเทศ ถือว่าเป็นเกียตประวัติสูงสุดมากสำหรับนักกิลาพายเรือ ที่จะคว้าแชมป National Championship ได้ กรรมไม่ได้ไปโอลิมปิกก็จริงนะครับ เพราะเขาเอามาทำงานนะครับแต่ว่าเขาได้เป็นทั้งกับตันทีม ขวาชแชมที่เป็น National Championship และเขาเคยเป็นเจ้าของสถิติของประเทศสารัดเมริการณริยะ 2,000 เมตร ซึ่งถือวะก็คือสุดยอดนักกิลาคนหนึ่งนะครับ ถ่ายที่สุดแล้วจะไม่ได้ไปโอลิมปิกก็ตาม แกรมเขาพาเราย้อนกับมาคืนวันนั้นที่อยู่ในห้องลูกปี 2008 ที่บอกว่าล้องห้ายอยู่นี่นะครับเขานั่งย้อนถามตัวเองว่าเป้าหมายของ Alpine มันคืออะไรนะสิ่งที่เขาเขียนไว้ตอนเป็นวิสัยทัตว์โบรยศัตร์เขาเขียนว่าอยากจะสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อปรับด้วยความเสี่ยงพร้อมกับเพิ่มโอกาสในการรักษาเงินต้นมากที่ มันไม่ไฟลุกเลยนะ มันไม่ไฟลุกเลยนะครับบอกว่า เฮ้ยมันอ่านเสร็จแล้ว เขาอ่านแล้วเขาก็ตกใจว่าเอ้ย เอาจริงเหรอเราจะทำแค่นี้จริงเหรอสิ่งที่โรกรรมเขาจะบอกเราคือว่าพวกเราเนี่ยเคยมีความฝันยิ่งใหญ่ทุกคนมีความมั่นใจจะเอาไปพิชิตโลกนะครับ แล้วชีวิตมันก็แทรกเข้ามาเราออกหักเจอความสูญเสียเจอความ น้อยลงหน้าเบื่อมากขึ้น เริ่มไม่เชื่อในตัวเองสุดท้ายก็จะเหลือเป้าหมายที่เขาเขียนตอนแรกของ Alpine ว่าอย่าขาดทุนก็พอมันนี้ประหาใหญ่ 2 อย่าง ปัญหาแรกก็คือว่าตัวตนของคุณเนี่ยมันจะหล่อยกจากเป้าหมายของคุณ ถ้าเป้าหมายของคุณคืออย่าขาดทุนเหมือนแค่ๆตอนที่แกรมอยากจะไป Olympic ตอนนั้นเขาอยากจะเป็นนากิลา Olympic เขาก็ซ้อมแบบนากิลา Olympic ถ้าคุณเป็นคนที่แค่อย่าขาดทุนคุณก็จะสวมตัวตนของคนที่กำเงินไว้แน่ๆเล่นเล็กๆลงทุนนี้ก็ไม่ได้ ทํานั้นก็ไม่ได้ และปัญหาที่สองคือว่าคุณกำลังออกเดินทางในเส้นทางชีวิตที่ต่อให้คุณชนะต่อให้คุณชนะคือคุณทำได้อย่างที่คุณเขียนไว้คุณก็ไม่แค่ก็คือเกมที่คุณกำลังเล่นอยู่นี้ต่อให้คุณชนะคุณก็ไม่แค่เพราะมันไม่ใช่เกมที่คุณอยากเล่นจริงๆผมจะบอกว่าอันนี้ขอรีเลสเข้าเรื่องตัวเองนี้นึงวันที่มันเปลี่ยนชีวิ ก็คือวันที่ผมคนพบใช้คำว่าวิสัยทัดใหม่ของบริษัทก็ได้ตอนเด็กเด็กตอนผมทำที่สีจันผมก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าอยากจะให้บริษัทมันเติบโตเพราะว่าผมอยากมีตังใช้แค่นี้แล้วผมเคยถามตัวเองกันนะแต่ว่าไม่ได้คิดคำตอบออกแบบแกรมว่าเอ๊ยเหลือเราอยากจะแค่ทำให้มันมีเงินใช้แค่นี้จริงๆ แต่แต่ก่อนเด็กเด็กคิดไม แล้วก็คอบถามอะไรอยู่ เพราะว่าผมทำบริษัทเครื่องสำหรังเล็กๆ บอกถามว่าทำอะไร ผมก็เล่อยฟังผมทำแป้งนี่ อะไรอย่างนี้นะฮะแล้วบทสนทนามันก็ไปถึงบริษัท Chi-Shadow แล้วผมก็ถามเพื่อนญี่ปุ่นคนนี้บอกว่า เฮ้ย สำหรับคนญี่ปุ่น คุณรู้สึกอย่างไรกับบริษัท Chi-Shadow เขาบอกเขาคงจะตอบแทนทุกคนไม่ได้ เขาก็ไม่ได้ซื้อของ Shishado Boy แต่เขาเชื่อว่าสำหรับคนญี่ปุ่น แบรนด์ Shishado เป็นแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นภูมิใจ ภูมิใจที่มีอยู่ฟังวันนั้นจบผมกลับบ้านผมเขียนเลยในสมุติ ปัจจุบันนี้ก็เป็น Vision ของเราก็คือเราจะเป็นแบรนด์ไทยที่คนไทยภาพภูมิใจ คุณเชื่อไหมว่าหลังจากนั้นมันเปลี่ยน ถ้าธรรณการมันเปลี่ยนหมดเลยหลายคนอีกแค่ประโยกเดียวมันจะเปลี่ยนอย่างไรผมยกตัวอย่างมันมีครั้งหนึ่งที่ผมกลังจะเปิดตัวสินค้าใหม่แล้วก็ Product ตัวนี้เราไปเช็คในลายการผลิตของ OEM มันก็ผ่านหมดตามสเปคของเราเรามีสเปคแบบ in-house ว่าเราจะตรวจอะไรบ้างแต่พอมันเสร็จแล้วไปตรวจหล เฮ้ยมันตกสเปคอันนึงแต่ผมจำได้เลยว่าสเปคอันนั้นเนี่ยเราคุยกันแล้วบอกว่าสเปคนี้มันเป็นสเปคที่เราตรวจเองซึ่งไม่มีใครรู้คือมันเป็นเรื่องเล็กแล้วกันใช้คำนี้แล้วกันนะไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเนี่ยมันตกเพราะว่ามันเป็นสเปคภายในของเราเองเอาไงดีเพราะว่าถ้าเกิดว่าเราเลื่อนเนี่ยมก็ต้องเลื่อนทุกอย่างเลื่อนเปิดตั พูดประโยคเดียวเลยว่า จำสิ่งที่เราเขียนไปได้ไหม ว่าเราอยากจะเป็นแบรนด์ที่คนไทยภาพคุมใจถ้าเราอยากเป็นแบรนด์นั้น คำตอมันชัดเจนมากเลยคุณต้อง reject ของทางเราต่อให้เราต้องเสียเวลา เสียเงินก็ต้องทำแบบนั้นผมต้องจะบอกว่ามันมีค่าแบบนี้จริง ๆ ครับมันจะเป็นตัวที่บอก ว่าเมื่อคุณรู้แล้วว่าคุณจะเล่นอะไร กรัมก็ไปถามกับทีม บอกว่า ถ้าคุณ รู้ว่าไม่มีทางที่คุณจะล้มเหลวเลย คุณจะทำอะไร?What would you do if you knew you wouldn't fail?ก็ไปถามกับทีมงาน ถามกับตัวเองด้วยกรรมบอกว่าตอนแรกพอตั้งคำถามนี้มา เขากับทีมก็ตอบแทบไม่ได้เลยเพราะมีความกลัว ความสงสัย ความเชื่อในตัวเองที่จำกัดอดีตมันเคยแพ้ มันบางตาไปหมดใช้เวลาเป็นเดือนๆกว่าจะปัดความกลัวพวกนี้เอาไว้ได้ เป็นเป้าใหม่แบบนักกิลาอลิมปิกสำหรับพวกเขาเนี่ยนี่คือคำตอบเกมที่เขาบอกว่าเนี่ยคือเกมที่เราอยากจะเล่นคือเป็นกองทุน Private Equity ที่ผลงานดีที่สุดอันดับหนึ่งของโลกและทำผลตอบแทน 5 เท่าในทุกๆ กองทุนนะครับข้อใส่บร้อยบทนิดนึงนะครับกองทุน Private Equity ที่อยู่ในกลุ่มทอบ 25% ในแต่ละช่วงเวลาเนี่ยก็ทำผล เป็นเท่าตัวนะครับ นี่คือเรียนทองโอลิมปิกเลย ไม่ใช่แค่ไปติดโอลิมปิกนะแต่นี่คือเรียนทองโอลิมปิกเลย ตอนที่ตั้งเป้าเนี่ยมันเพิ่อฝัน พ่อๆ กับที่บอกว่าเด็กที่มาจากโอ้หายโอเป็นเด็กลงเรียนรัฐบาลและไม่เคยพายเหลือเลยเนี่ยจะเป็นกับตันทีม Princeton แล้วจะพาทีมไปชนะ National Championship แล้วเขาบอกมันเพิ่อฝันประมาณนั้ แล้วเรื่องตลกแบบเดิมก็เริ่มเกิดขึ้นอีกเหมือนตอนที่เขาไปซ้อมภายเหลือเลยพอทุกคนมองเป้านี้รวมตรงด้วยกันพวกเขาเริ่มแสดงตัวตนออกมาเหมือนเป็นทีมที่ทำเป้าหมายแล้วจริงๆแล้วทั้งทั้งที่ยังทำไม่ได้ในตอนแรกเริ่มหนึ่งดูดคนแก่งเก่งที่อยากออกร่วมเดินทามไปด้วยกัน เริ่มลงทุนในบริษัทที่ดีขึ้นถือนานขึ้นกล้าเสียงมากขึ้นเขาบอกว่ามันก็ไม่มีอุปสรรคมันก็มีคนล่าออกมีดิวที่ขัดทุนแต่ 4 กองทุนที่ลงทุนหลังจากตั้งเป้านั้น 3 กองทำได้ 5 เท่าแล้วหรือ 1 กองมีแนวโน้มจะทำได้ไปได้สวยทีเดียวอยากให้ทุกคนจำสิ่งนี้ว่าคุณมีโอกาสทำสำเร็จมากกว่าถ้าตั้งเป้าหมายที่ให เป้าหมายกลางๆที่ปลอดภัย มันฟังดูย้อนแยงนะครับ แต่ว่ามันมีเหตุผล เขาบอกนี้ครับพอคุณตั้งเป้าหมายที่ตื่นเต้น คุณจะแสดงตัวออกมาแตกตะคุณจะสวมบทของตัวตนที่ต้องไปถึงเป้าหมายให้ได้คุณจะดึงดูดคนที่อยากไปทางเดียวของคุณ คุณจะตัดสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นออกและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณจะอยู่กับ จงมีดาวเหนือของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ให้คุณลุกออกไปจากเตียในตอนเช้าให้ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนนะครับกรัมบอกว่าถึงเขาจะไม่ได้ไปโอลิมปิกนะครับแต่เขาก็พาทีมเป็นกับตันแล้วพาทีมไปเป็น National Championship ได้ซึ่งก็คือเจ๋งมากๆแล้วนะครับขั้นตอนที่สองนะครับออกแบบเกมของตัวเองตอนที่บอกว่าจะตั้งเป้าห้าเท่าหน้าผล Top ไม่มีทางไปถึงเป้านั้นได้ด้วยการทำเหมือนกับที่ทุกคนอื่นทำพวกเขาเลยต้องออกแบบเกมขึ้นไปใหม่เพราะฉะนั้นคือขั้นที่ 2 คุณต้องออกแบบเกมของตัวเองกรมบอกว่าเส้นทางที่คนเดินกันเยอะๆมีป้ายบอกทางชัดเจนแทบจะไม่เคยเป็นที่ที่คุณจะชนะเกมได้เลยแต่โลกทั้งใบกลับพยามผลักให้คุณไปเล่นเกมนั้นเพราะมันมีคนเยอะมัน ลองนึกถึงคนที่เราชื่นชมนะครับ นักเขียน นักกระวี นักตนตรี ผู้ประกอบการนักธุรกิจเก่งๆถ้าเรามองดีๆจะเห็นว่าพวกเขาเล่นเกมของตัวเองทั้งนั้นพวกเขาเจอเกมที่คนเล่นน้อยหรือไม่มีคนเล่นเลยนะครับ แล้วในการเล่นเกมนั้นพวกเขาเป็นตัวของตัวเองเต็มที่แกรมก็เริ่มกับมาดูบริษัทตัวเองแล้วตั้งกันถามว่าจริงๆ แล้ว Private Equity มันมีกดกี่ข้อกันแน่ในวงการตอนปี 2008 ทุกคนประมูลบริษัทเดียวกันเก็บทีมผู้บริหารเดิมไว้ถือบริษัทไว้ประมาณเท่าๆกันแล้วก็ขายคนที่ได้ราคาสูงแต่พอแกรมมานั่งดูจริ 3.
164:47
ในระหว่างทาง เราต้องทำตัวอย่างมีจริยธรรมและยึดมั่นในค่านิยมของเรา แค่นั่นิ่งที่เหลือเป็นแค่ความเชื่อที่เกิดขึ้นตามๆกับน้ำ มันไม่ใช่กดจริงๆด้วยซ้ำพอรู้แบบนี้พอเริ่มตั้งกำถามที่ไม่เคยตั้ง ไปขุดในที่ที่ไม่มีใครขุด ไปหาเผ็ดที่คนไม่สนใจแล้วเขาตั้งกำถามที่น่าสนใจมาก เช่นลูกค้า เป็นลูกค้าของเรานะครับ คู่แข่งเราไม่ยอมทำอะไร ปัญหาอะไรทำให้เราใจฉลายนะครับ เรากำลังตั้งสมุติฐานอะไรไปบ้างและคำถามสุดท้ายคือ เราเชื่ออะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าเห็นด้วยกับเราพอเริ่มขุดชุดคำถามแบบนี้ออกมา ก็เจอแพทเต็มไปหมดเลยเขาเริ่มไปตามหาสิ่งที่เรียกว่าเป็นแพทของเขาเนี่ยเขาก็ไปดูพอร์ตว่า ธุรกิจที่เรา ตามดูนี่สินต่างๆ แต่เขาบอกว่าสุดท้ายแล้ว ดีลที่ดีที่สุด 3 ดีลของเขาดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยยกเว้นอย่างเดียวก็คือทั้ง 3 ดีลนี้ตอนแรกมันแย่มากแย่จนพวกเขาต้องส่งคนจากทีมตัวเองหรือคนในเครือขายตัวเองเข้าไปก่อกลูกบริษัทนั้นและทุกครั้งคนเหล่านี้ก็พลิกษณะการได้ 3 ดีลนี้กลายเป็นบริษ ที่สำคัญคือกรามบอกว่ามันเป็นดีลที่สนุกด้วย เวลานั่งประชุมบอดเขาจะนั่งอยู่กับคนที่เขาส่งเข้าไปเองเป็นคนที่ค่านิยมตรงกัน แล้วคุยกันว่าจะสร้างธรรกิจขึ้นมาได้ยังไง จะแก้ปัญหายยังไง มันไม่ใช่แค่ดีลที่ดีที่สุด แต่มันดีลที่มีความสุขที่สุดด้วยพอเขาเจอไอ้ 3 อันนี้เขาก็เริ่มตั้งกำถาม เขาบอกแต่ว่าเวลาเขาไปลงทุนในบริษัทอย่างนี้มันก็จะมีความเชื่อเดิมเดิมอยู่ เช่นใครเขาจะเปลี่ยนผู้บริฐานกันนะครับเราจะไม่มีทีมสำรองนะครับ ปกติก็ไปพูดหารเก่าทำไป อะไรคือมันจะมีความเชื่อเดิมๆอยู่เขาบอกว่าถ้าเกิดว่าเขาทำแบบนั้นมันก็ไม่มีความสำเร็จแบบนี้สิ่งที่เขาทำคือเขาออกแบบใหม่สิ่งที่เขาค้นพอปก็คืองานของเขาคือการไม่เล่นเกมที่คนอื่นเล่นอยู่ต้องออกแบบเกมใหม่ที่เก่งกว่าเร็วกว่า หนักกว่าความคิดสร้างสันมากกว่า นี่คืองานของเขาจริงๆแล้วเขาคนพบว่าสิ่งที่เขาทำถนัดก็คือ ไปหาบริษัทขนาดไม่ใหญ่แล้วส่งคนของเขาก็ไป Manage แล้วก็พลิกทั้งหมดจัดการ Operation ใหม่หมดกล้ายเป็นสิ่งที่โลกต้องการจริงๆ เพราะบริษัทเล็กๆ จำนวนมากในสาวรับอเมริกาไม่มีแผนสืบต่อตำแหน่งผู้บริหาร พวกเขาต้องการคนมาช่วยบริหารต่อพดี บริษัทของกรรมก็เลยเข้าไปแล้วก็ทำผลงานได้ดีกรรมบอกว่าจุดตัดระหว่างปัญหาที่โลกต้องการที่มีคนแก้กับสิ่งที่ให้พลังงานกับคุณมากที่สุดนี่แหละ คือจุดที่คุณจะเจอความได้เปรียบของคุณบางคนอาจจะเรียกว่าจุดนั้นเป็น Purpose ของชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่เขาบอกว่ามันต้องใช้เวลานะ คือเขาใช้เวลากับทีม 1 วันต่อสัปดาห์แล้วก็ทำแบบนี้ 6 เดือนกว่าไอเดียนี้มันจะตกผลึกออกมาได้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียวและไม่ได้เกิดขึ้นคนเดียวด้วยเขาใช้เวลา 6 เดือนในการออกแบบเกมนี้นะครับคันตอนที่ 3 คือเล่นเกมกับคนที่เราชื่นชมแกรมเขาเล่นให้เราสองเรื่องเรื่องเรื่อง ทำช่วงดังแรกที่สือจบ เขามีเจ้าในคนหนึ่งก็บอกว่าขอเรียกชื่อปรอมว่า Larry แล้วกันขึ้นวันสาวคืนนึง 2 ทุ่มครึ่งนะครับกรมกำลังทำ Financial Model อยู่แล้วก็เป็น Financial Model ที่ ที่ดีลที่มันไม่มีทางจะได้แล้วก็กำลังทำให้เจ้านายซึ่งเจ้านายไม่ได้ขอด้วย Larry ซึ่งเป็นนายก็ตะโคตรได้ตรงก็ยืนหังจากโตเข้าไปแค่ 3 นิวแล้วค่อยตะโกนสั่งทำเส้นให้หนาขึ้นทำคอลัมม์นี้ให้แคบลงใช้ฟันต์แบบนี้นี่คือ 2 ทุ่มครึ่งในคืนวันเสาแกรมเขาบอกว่าปกติเขาทนได้แต่คืนนั้นเขาเศร้ามากเพราะ แม่เลือกร้านอาหารไปแล้ว แต่กรัมบอกว่าเดี๋ยวจะขอไปกินข้าวกับแม่สัก 2 ชั่วโมงแล้วเดี๋ยวจะกลับมาทำงานให้ใหม่ Larry บอกว่าไม่ได้นะฮะต้องทำแก ไอ้เส้นหนาเส้นบางแล้วก็กรัมก็เลยต้องให้แม่นั่งหรอเพราะถึงเวลาจ่ายโบนัส Larry หักโบนัสของกรัมไป 25%กรัมก็ถามกับ Larry ที่เป็นไหนว่าคุณถามโบนัสไงผมทำงาน 100 Larryก็เลยบอกว่าเรื่องชั่วโมงกันทำงานนายไม่มีปัญหาหรอก แต่ฉันอยากส่งสารถึงนายว่า นายต้องหิวกันนี้เพราะฉันนายหิวจริง หิวความสำเร็จจริงๆ นายจะไม่มีทาง ขอเอาไปกินข้าวกับแม่แน่ตัดถ้ามาตอนกรรมเริ่มตั้งบริษัท Alpine ตอนนั้นเขามีลูกคนแรกชื่อ Chase บริษยุ 2 ขวบกรรมเป็นทั้งพ่อมือใหม่แล้วก็ผู้ก ภรรยาเขาก็พาลูก Chase ไปเข้าโปรแกรมเด็กเล็กที่ชื่อว่า Side by Side มีกิจกรรมง่ายๆ เช่นกินขนมฟังนิทัน เล่นสนามอะไรอย่างนี้ภรรยาก็บอกกับ Gram ว่าคุณต้องมาน่ารักมากเลยแกรมก็สับสนมากว่าตกลงเรารางานกลังวัลไปทำเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหลือเพราะว่ายังมีแพลที่ค้างคาใจกับเรื่องนายที่ชื่อ Larry ที่บอกให้ตีเส้นหนา วันจันก่อนนั้นมีประชุมพาร์ตเนอร์เพราะคุยงานเสร็จเหลือสัก 15 นาทีกรัมก็ลองอย่างเชิงดูพูดแบบกล้าๆกลัวๆว่าไม่มีเกิดกรรมนึงนะชื่อ Side by Side นะพรุ่งนี้เป็นวันนางคารเนี่ยเขาบอกว่าพ่อไปได้นะครับแต่เขาไม่แน่จะว่าพาร์ตเนอร์เขาจะคิดยังไงนะครับพาร์ตเนอร์เขาชื่อ Billy ก็พูดแซกเข้ามาแล้วว่าพ่อ เรามาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ แกรมบอกว่าความล่วงอกมันเข้ามาท่วนท้นเลย เขาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าเขาจะจัดการทุกอย่างอย่างไง แต่เขารู้แล้วว่าเขาจะทำเรื่องนี้ไปกับใครนะครับเขาจะทำมันไปกับคนที่แค่เขาในสันนะคนคนหนึ่งๆ แล้วมันก็เป็นการเดินทางที่ดีที่สุดนะครับบิลลี่ตอบมาที่เป็นพาร์ทเนอร์เขาก็มีลูกของตัวเอนะครับ ไปชุมผู้ปกคอง ไปงานดนตรี ไปงานแข็งกิลา ไปทุกอันเลยพาร์ตเนอร์เค้าก็ไป สลับกันไปทุกวันนี้ลูกโตเหมือนแล้วเค้าก็บอกว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะยอมแรกกับช่วงเวลานั้นแกรมบอกว่าบางทีเค้ายอนคิดไปนั้นถึงสองเรื่องนี้ถ้าวันตอนนั้นเค้ายังอยู่ที่ Wall Street ยังอยู่กับนายคนเก่าที่ชื่อว่า Larry เขาคิดว่าในที่สุดวันนึงเขาจะกลายเป็น Larryไม่ถึงว่าเขาจะเป็นแบบนั้นเพราะฉะนั้นเขาบอกว่าจงเลือกคนที่คุณใช้ชีวิตด้วยอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะถ้าคุณมี Business Partner3 ขั้นตอนเลือกเป้าหมายที่จุดไฟในตัวเราออกแบบเกมของตัวเองแล้วก็เล่นเกมกับคนเดียวชื่นชมจริงๆสุดท้ายคือลงมือเล่นตอนนี้กลลวงที่ยิ่งใหญ่ท ชีวิตฉันจะเริ่มต้นเมื่อฉันได้เรื่องต่ำแหน่งเมื่อฉันได้งานที่ใช่เมื่อฉันเจอความสมพันธิ์ที่ใช่เมื่อฉันผ่อนบ้านหมดเมื่อเมื่อเมื่อเกรมบอกว่าเขาเคยคิดแบบนั้นมาก่อนว่าคุณจะต้องมีอะไรทักอย่างนึงมันถึงจะเริ่มต้นได้นะครับแต่สิ่งที่คุณคุณพยายามจะผ่านไปนั่นแหละนั่นมันคือชีวิตคุณ ชีวิต เป็น 10 ปีเขาไม่เคยได้ยินนักศึกษาคนไหนพูดว่ามีอย่างหนึ่งที่ผมตื่นเต้นอยากทำมากแต่ผมจะไม่มีวันทำมัน ไม่มีเลยสิ่งที่พวกเขาพูดแทนคือ 2 คำที่อันตรายที่สุดคือคำว่า not nowมีเรื่องที่อยากทำมากเลยแต่ว่า not now ไม่ใช่ตอนนี้แต่เรื่องของเกมที่ชนะได้มันเป็นแบบนี้คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเจอมันที่ไหนกรัมเองก็ไม่เคยคิ ฉะนั้นคุณควรจะเริ่มมองหามันตั้งแต่ตรงที่ที่คุณยืนอยู่ตรงนี้เลยแต่ผมบอกได้อย่างหนึ่งครับว่าที่ที่คุณจะไม่มีวันเจอเกมที่ชนะได้คือข้างสนามคุณจะไม่มีวันเจอมันด้วยการยืนอยู่ข้างสนามไม่เจอด้วยการเล่นขึ้นเงินกลางและถ้าคุณไม่ระหวังคุณอาจจะให้ทั้งชีวิตรออยู่ตรงนั้น แกรมบอกว่า not now หรือไม่ใช่ตอนนี้จริงๆ มันคือความกลัวที่แปลงร่างมาในรูปแบบนึงคุณจะเจอ passion หรือคุณได้ก็ตอนเมื่อคุณมี passion กับชีวิตที่คุณกำลังใช้อยู่ตอนนี้ไม่ว่าสันการมันจะเป็นยังไงก็ตามสุดนะครับ the winnable game คือ 1 เลือกเป้าหมายที่จุดไฟในตัวเรา 2 ออกแบบเกมของตัวเอง 3 เล่นกับคนที่เราชื่นชมและ เริ่มจากถามตัวเองว่าอะไรจุดไฟในตัวเราแล้วถามต่อว่าคุณจะทำอะไรถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่มีวันรมเหลวเขียนคำตอบนั้นลงไปแล้วก็ทำลงมือทำอะไรก็ได้ให้มันเข้าใกล้ตัวตนของความสำเร็จนั้นแล้วอย่าลืมว่ากดส่วนใหญ่ในเกมที่เราเล่นกันอยู่จริงๆ ไม่ใช่กดเลยมันเป็นแค่ความเชื่อที่เขาส่งต่อกันมาลองมองหาปัญหาที่ ขยายพื้นที่รู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นประเด็นเรื่องที่เราทำได้ดี เรื่องที่เราให้พลังงานกันเราและเลือกคนที่จะเดินไปด้วยให้ดีและที่สำคัญที่สุดสุดเลยก็คือคุณจะต้องลงมือทำตอนนี้อย่ารอจังหวะที่สมบูรณ์แบบเพราะการยืนรออยู่ข้างสนาไม่ใช่ความปลอดภัยมันคือความกลัวที่แปลงร่างมาวันนี้อยากชวนทุกคนตั้งคำถามก่ เกมในชีวิตของคุณให้เป็นเกมแบบไหนเกมที่คุณอยากชนะไม่ใช่เกมที่คุณต้องชนะนะครับรอเก็บคำถามนี้ไว้ดูนะครับ
174:20
ผมชอบ YouTube มากจริงๆ นะเพราะว่าผมก็จะชอบไปเจอ เรียกว่าของดีใน YouTube เยอะมากๆวันนี้ผมไปเจออีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ดูเป็นคนดังอยู่แต่ว่าผมเพิ่งรู้จักเขา Graham Feaver เป็นอาจารย์ที่ Stanford Graduate School of Business คือ MBAเราก็เป็นผู้กอดตั้ง Alpine Investor ด้วย เขาก็มี หลายหลายอันของเขานะครับ แล้วก็อันนี้มันมาจากซีรีสที่ชื่อว่า Last LectureGram Fever เขาก็วันนี้ก็คือเป็นคนที่ประสบความเซรดมากในวัตรวงการเงินแต่เขาก็เล่าให้ฟังเรื่องชีวิตเขามันมีหลายอันมากแต่ผมชอบอันนี้เป็นพิเศษ ชีวิตแบบ Asymmetric Life เมื่อขาลงมีจำกัด แต่ขาขึ้นไม่มีเพดาลเขาบอกว่า เขาเริ่มตัวนี้ คุณรองนึกภาพตาม คุณอยู่ในห้องประชุมที่ใหญ่มาก โต๊ะยาวมาก อยู่ในย่าอันการเงิน อยู่ใน San Francisco มองไปเห็นอ้าวทั้งอ้าวเลย ในห้องนั้นมีคนนั่งอยู่คนเดียว คือคนที่เล่า Graham Beaver ตอนนั้นอายุ 20 กว่าๆเพิ่งเริ่มทำกองทุนของตัวเองเขานั่งรอในห้องประชุมเพื่อรอนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดที่เดินเข้ามานักลงทุนของเขามีชื่อว่า Joe Joe เป็นคนที่เป็นเจ้าของ Hedge Fund ระดับตำนานเป็นชื่อที่ใครๆในวงการก็รู้จักแกรมแล้วว่าตอนนั้นเขานั่งตัวสั่นคอแห้งใจ ได้ยินเสียงเปิดประตู แล้วโจก็เดินเข้ามาพร้อมกับพลังงานลนห้องแล้วก็ทักทายอย่างอรมดีว่าแกรมเป็นไงคุณสบายดีรึเปล่าแต่พอโจนั่งลงเนี่ย เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติอย่างรุนแรงเพราะแกรมกำลังจะบอกข่าวที่เลวรายที่สุดนะครับเขาต้องบอกโจว่าเงินที่โจลงทุนในกองทุนของเขาเนี่ยติด กรามบอกว่าเขาเห็นพลังงานค่อยๆ ไหลออกจากตัวโจต่อหน้าต่อตาและสิ่งที่แหละที่สุดคือ โจพยามอย่างหนักที่จะพูดในง่าบวกเพราะโจรรู้ว่าถ้าเขาพูดผิดไปแค่คำเดียวมันจะบทขยี่เด็กหนุ่ม อายุ 20 กว่ากว่าคนนี้จนแหลก ตอนนั้นกรรมเปร่าบางมาก ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่ากว่ากรรมจะรอดมทุนก้อนแรกแล้วเขาถูกปัติเศษมาแล้วเป็นร้อยๆคนนะครับมีแค่ 5-6 คนทั้งนั้นที่ตอบตกลงแล้วคนเหล่านั้นไม่ได้ลงทุนเพราะเขามีผลงานดีนะครับตอนนั้นเขาไม่มีแทบไม่มีผลงานอะไรเลยนะครับคนเหล่านั้นลงทุนเพราะเชื่อในตัวกรรมคนเดียวเขากำลังลงทุนก มากกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นะครับแล้วกรัมก็บอกว่าเขาสิ่งที่เขาตอบแทนให้กับนักต้องทุนอย่างโจคือทำเงินหายไปครึ่งหนึ่งนะครับวันนั้นเป็นวันที่แย่ที่สุดในการทำงานของเขามาจนถึงชุดวันนี้แล้วเขาก็เบรคเราไว้ตรงนี้นิดหนึ่งเดี๋ยว จำเรื่องโจว์ไว้ก่อน เดี๋ยวเราจะกลับมาเล่าต่อ เดี๋ยวเราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผู้เขียนเกินขึ้นสักนิดหนึ่งตอนแกรมเขาเริ่มต้นอาชีพในสายการเงินเขาเชื่อในกฎการลงทุน 2 ข้อซึ่งเป็นคำผู้ที่ดังมากของ Warren Buffettกฎข้อที่ 1 คืออย่าขาดทุน และกฎข้อที่ 2 คืออย่าลืมกฎข้อที่ 1ฟังดูฉล เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเล่นให้เล็ก คือพยายามปกป้องขาลงของตัวเองซื้อธุรกิจในราคาที่ถูกกับมุลค่าสินทรัพย์คือพยายามไม่ให้ขัดทุนเลยเป็นอดับแรกเขาเล่าแบบคำๆ แต่เจ็บปวดว่ามีอยู่ 3 ครั้งเขาเขียนบันทึกการลงทุนส่งให้คณะกับบางอาการในบันทึกน่ะเขาเขียนไปเลยว่า ดีลนี้เป็นไปไม่ได้ทาง แล้วเขาก็เปรียบเทฟไว้ได้อย่างคมมากเขาบอกว่าการลงทุนแบบรัวขาดทุนสุดๆ แบบนี้นะครับมันเหมือนกับการที่คุณเริ่มครบใครสะคนหนึ่งโดยมีเป้าหมายเดียวคือ อย่าให้ใจสลาย คุณเลยครบแบบว่าเท้าเดินไปข้างหน้า อีกเท้าหนึ่งเตรียมถอนตลอดเวลาผลรับคืออะไร ต่อให้เดทนั้นมันดีมันก็ไม่มีทางดีจริงเพราะว่าคุณไม่เคยอยู่กับมันเต็มร้อยนะครับและที่ตลกร้ายก็คือการพยามไม่ให้ตัวเองใจสลายนั้นสุดท้ายมันเป็นตัวการตีผลรับที่คุณกลัวที่สุดนั่นก็คือคุณ แกรมใช้เวลา 30 ปีในแวทวงการลงทุนกว่าจะตกผลึกได้ว่าการลงทุนที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาด Financial Market หรือการลงทุนในตัวเองมันคือคำว่า Asymmetry มันแปลว่าอะไรมันแปลว่าคุณต้องมองหาโอกาสที่ขาลงจำกัด แต่ขาขึ้นแทบไม่มีเพดานลองกินนั่นว่าเวลาคุณลงทุนความเสียงสูงสุดของคุณคือ ถ้าคุณไม่ Leverage มัน แบบว่าคุณมีโอกาสเสียแค่นั้นแหละนะครับ ถ้าคุณเน้นอีกที ถ้าคุณไม่ Leverage ก็คือเสียแค่นั้นเสีย 1 เท่า แต่เพดานของมันมี 5 เท่า 10 เท่า 100 เท่าสิ่งที่แกรม เราพยายามจะบอกคือว่าถ้าคุณเอาเนื่องเงินไขดี ๆ มาวางซ้อนกันเช่นทีมบริหารที่เก่งและขยันอยู่ในอุตสาหกรรมที่ให ในอัตราพขนตอปแทนที่สูง และถือมันได้นานเป็น 10 ปีเงินขายเพราะนี้มันไม่ได้บวกกันเป็นเซ้นตรง มันพอบการแบบ Logarithm คือมันคูนกันไปเรื่อยๆและนี่คือหัวใจของ Asymmetry ในการลงทุนแต่ประเด็นนี้เขาบอกว่าชีวิตก็สำคัญในมุมนี้เช่นกัน กรัมบอกว่าพอเขาเริ่มมองเห็นว่าเขาเล่นเล็กเกินไปในการลงทุนเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า เฮ้ย ชีวิตส่วนตัวเราก็เป็นแบบนี้นะเราเล่นไม่ให้แพ้ เล่นให้ปลอดภัย เราปกป้องขาลงในทุกๆเรื่องและถ้าหลักการ Asymmetry มันทำให้การลงทุนเปลี่ยนได้ขนาดนั้นมันจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ขนาดไหน เขาเลือกก่อน ข้อกิดออกมาเป็น 4 ข้อ ที่เขาบอกว่าคุณทำได้แค่ข้อเดียว คุณก็จะชีวิตดีขึ้นอย่างไม่เนียสำคัญถ้าคุณทำได้ 2-3 ข้อ ชีวิตคุณจะวิเศษมากถ้าคุณทำได้ครบทั้ง 4 ข้อ คุณจะมีชีวิตที่ดีแบบแทบไม่จำกัดและที่สำคัญคุณจะรักษามันไว้ได้หลายสิบปีเลยนะฮะมีอะไรบ้าง 4 ข้อของ Gram นะฮะข กรรมบอกว่าเราถูกตูกฟังมาตลอดชีวิตที่เชื่อว่าเป้าหมายของชีวิตคือความสบายและความสะดวกเรากดสั่งอาหารจากในแอปมาสงที่หน้าบ้านได้เรานอนดูซีเรียสลวดเดียวอยู่บนโซฟาได้ในราคาเดือนไม่กี่ร้อยบาทยิ่งเราออกแรงน้อยรงเท่าไหร่ในการได้สิ่งที่ต้องการเราก็รู้สึกว่านี่แหละ ชีวิตมันก็ประมาณนี้แหละ มันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเส้นทางในการได้ชีวิตที่ดีเลยด้วยซ้ำเขาเล่าเรื่องที่ผมชอบมากนะครับเขาเล่าเรื่องตอนทีมภายเรือในสมัยมหาเทือไหลกิลาภายเรือเขาวัดความฟิตกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า Earth Machine ERG Testคือคุณนั่งอยู่บนเลือภายจำลองแล้วก็ภายให้ครบ 2000 เมตรให้เร็วที่สุดเหมือนที่เขาเล่น Hyrock ซะนะครับมัน เขาบอกว่าในวงการภายเรือมีคำพูดคำหนึ่งว่าถ้าคุณภายจบ 2,000 เมตรแล้วคุณยังภายต่อได้อีกหนึ่งจงหวะแปลว่าคุณยังภายไม่สุดแรงตลอดดูดูการหนึ่งตั้งแต่วันแรกที่เริ่มซอมเราเราต้นเดือนกัญญาไปจนถึงจุดที่ฟิตที่สุดประมาณ 6 เดือนถัดมาเวลาในการภายของเขาจะดีขึ้นประมาณ 20 วินาที ฟังดูเหมือนเป็นผลการซ้อมหนัก 6 เดือนใช่ไหมครับ ภายเรือวิ่งขึ้นบันดายธัจรรย์วันละ 2-3 ชั่วโมงแต่เดี๋ยวก่อน ใน 20 วินาทีนั้นมีเวลาแค่ 10 วินาทีทนั้นเองที่มาจากการซ้อมหนักตลอก 6 เดือนแต่ส่วนอีก 10 วินาทีมันไม่ได้เป็นพัฒนาการของ 6 เดือนมันเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์แรกเพราะนั้นเอง แกรมบอกว่าผมจะเล่าว่าอะไรไม่ได้เกิดขึ้นดีกว่าใน 2 สัปดาห์นั้นใน 2 สัปดาห์แรกนั้นความฟิตหัวใจของหลอดเลือดคุณไม่ได้เปลี่ยนความแข็งแรงไม่ได้เปลี่ยนค่า VO2 Max ไม่ได้เปลี่ยนเทคนิกไม่ได้เปลี่ยนสิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือความสบายใจของคุณที่จะอยู่กับความไม่สบาย
182:04
Comfort with Discomfort คุณแค่คนพบว่า คุณนั่นตัวเองได้หนักกว่าที่คิดไปเยอะเลยนะคุณคนพบว่าตอนที่ภายเรือไป 750 เมตรแล้ว หัวใจเต้น 175 ครั้งตอนนาทีแล้วมันเจ็บมากเลย มันแทบจะไม่ไหวแล้ว แต่มันไปต่อได้นั่นครับครึ่งหนึ่งของพัฒนาการตลอด 6 เดือนมาจากการแค่สิ่งที่คุณเตือนตัวเองได้ว่าคุณมีมากกว่าที่คุณคิดไปเยอะ หรื ทีนี้แกรมเขาโยงลือนี้เขากับชีวิตเรา เขาวาดกราฟแสนหนึ่งให้ดู เขาบอกว่ากราฟนี้คือชีวิตของเราเรามักจะตายไปถึงจุดหนึ่ง แล้วก็ถึงจุด M ตัวเราเริ่มสบาย เริ่มชิน แต่ถ้าเราอยากจะขยับไปข้างหน้า อยากไปถึงยอดที่ถัดไปที่สูงกว่าความรับที่เราต้องเข้าใจก่อนเลยคือก่อนที่ชีวิตจะดีขึ้น มันจะต้องแย่ล ทุกการเปลี่ยนแปลงที่คุณอยากทำ มันจะแย่ลงก่อนเสมอคุณอยู่ในความสัมพันธ์หนึ่ง แล้วก็ต้องมีบทสนทนายักยากคืนนั้นชีวิตคุณจะแย่ลงแล้วค่อยดีขึ้นในภายหลังหรือถ้าคุณต้องออกจากความสัมพันธ์ที่คุณไม่ควรอยู่ตั้งแต่แรกชีวิตคุณจะแย่ลงก่อน คุณจะเหงาและกำวนแล้วก็ค่อยดีขึ้นถ้าคุณอยากเป เริ่มงานใหม่หรือสายงานใหม่เงินควรจะลดลง และแรกควรจะลดลงชีวิตคุณจะแย่ลงก่อนเก้าแรก มักแย่ลงก่อนเสมอแกรมบอกว่าสิ่งที่ดีคือยิ่งคุณทำเรื่องยากบ่อยเท่าไรหลุมที่คุณต้องแต่ขึ้นมามันจะตื่นขึ้นเรื่อยๆ เพราะส่วนที่ลึกที่สุดของหลุมนั้น ที่อยู่ตรงความลึกที่สุดของหลุมนั้นมันคือความกลัวเหมือนเขาบอกตอนเขาภายเรือน เพราะถึงระยะ 1,500-2,000 เมตร เขาไม่มีความกลัวแล้วเพราะว่าเขาผ่านมาเป็น 100 ครั้งละยิ่งคุณพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่คุณต้องทำเรื่องยากบ่อยเท่าไหร่ลุมของความกลัวนั้นจะยิ่งตื่นขึ ตอนเช้ามากๆ มันยากมานะครับที่คุณอย่างจะลงในน้ำสูญองศาที่ลงไปแล้วหัวใจคุณเต้นเร็วเจ็บไปหมดอะไรอย่างนี้แต่ผมมันสึกว่ามันช่วยให้ผมไม่กลัวเรื่องอื่นที่ผมจะเจอไประหวังวันนั้นด้วย Everything you want is on the other side of words first นะครับชีวิตแบบ asymmetric ข้อที่หนึ่งสำคัญมากต้อง do hard things ทำเรื่องยาก อันนี้สองก็บอกว่า do your thing ทำเลือกของตัวเองกรัมเรียนจบจาก Stanford Business Schoolเขามีทางเลือกหลายทางเลยแหละเขาก็ต้องกิดว่า ถ้าเราต้องทำเส้นทางที่ยากคือย่างไรมันต้องยากแน่ คุณต้องหาชีวิตมันไม่มีง่าย มันมีแต่ทางยากแต่ว่ายากจะยากกับเลือกอะไรดีเขาก็พิจารณาตอนเรียนจบปริญญาโทรมี option อะไรบ้างทางที่หนึ่งเป็นบริษัท แบบเจ็งๆ บริษัทแบบใหญ่ๆก็สำหรับเด็ก Stanford MBA ก็หางงานก็คงไม่ได้ยากมีเพื่อนรุ่นพี่ไปกันหลายคนแล้วบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้มีเงินเดือนดี โบนัสดี อาหารกังวันฟรี ทุกอย่างชัดเจมไปหมด ปลายปีจะได้อะไรทางที่สองคือไปเปิดบริษัทของตัวเองเปิดบริษัทของตัวเองแม่มันดูพระมวบไปหมด ไม่รู้จะเริ่มยังไงจะลมทุนยังไง จะมีเงินใช้หรือเปล่าก็ด้วยความที่ครั้งแรกมันดูชัดเจนกว่า เขาก็เลยเลือกถังแรก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ งานมันยากมากเขาต้องเดินทางไปทั่วโลก อยู่ดึกทำงานเพื่อยื่นประมูล ให้ทันเส้นตายทำงานสัปดาห์ละ 7-80 ชั่วโมง ตอนนั้นเขายังไม่มีลูก แต่ถ้ามีเขาคงกลับบ้านดึก คงไม่ได้อยู่บ้านเขาบอกว่า มันเป็นทางเลือที่ง่ายจริงหรือเปล่าเพราะสิ่งที่เขาเคยคิดว่ามันง่าย ดูชัดเจนดีเนี่ยเอาจริงจริงมันยากสุดๆกรรมเล่าถึงพ.พุทธเจ้า กรรมบอกว่า ท่านเนี่ย คนพบเรื่องนี้มานานมากแล้ว ที่เรามาตีความให้กับมนุษย์อย่างพวกเราคือว่าไม่มีเรื่องง่าย ชีวิตคือความทุกข์ไม่มีเส้นทางไหนที่ปลอดภัย ไม่มีอะไรที่เรียบร้อยลงตัวไปหมดไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ชีวิตจะเสนอความทุกข์ให้คุณอยู่แล้วนะครับกรัมบอกว่าชีวิตนั่นคือความทุกข์ดังนั้นคุณจงเลือกบางอย่างที่คุมค่า เขาบอกว่าระหว่างที่เขาทำงานอยู่ที่ private equity firm ที่เขาไปทำกรัมก็ไปกินดินเนอรูๆในวงสนทนานก็มีผู้ชายของชื่อเดฟทำงานอยู่ตำแหน่งเดียวกับกรัมเปะแต่อยู่บริษัทคู่แข็งแล้วเดฟก็เริ่มเล่าเรื่องดีลที่เพิ่งประมูลมา เดฟพูดด้วยพลังงานล้นเหลือเรื่องเงินไขนี่ เรื่องโครงสร้างนี่ที่ไม่ต้องลดทอนสองไตรมาต เรื่องประหยาติดออกเบี้ยไป 50 basis point เรื่องอัตราส่วนนี่ต่อคำไรเขาพูดไปเรื่อยตาเป็นประกายกรแมมนั่งฟังเราคิดอยู่สองด่าง อย่างแรกเขาคิดว่าเดฟมันต้องเอาชนะผมได้แน่ๆ เพราะแกรมไม่ได้อินกับเรื่องพวกนี้เลยแต่นิดเดียว ขณะที่เดฟกำลังตื่นเต้นกับเงินไขนี่ ราวกับจะไปสร้างอันจากบนดาวังคารอย่างที่สอง แกรมโคตรหนักว่า นี่แหละคือสิ่งที่เดฟเขียนไว้ในเรียงความสมัคร MBAเดฟกำลังใช้ชีวิตแบบที่เขาฝันไว้จริงๆ เขากำลังทำ HISTING คือกำลังทำเรื่องของเขาแกรมสรุป แล้วเขาก็เชียร์เห็นจุดที่คนส่วนใหญ่พลาดในการตัดสินใจเวลาเราเลือกจะทำอะไร เรามาคำนวนหาความเสียงคำนวนข้อดีข้อเสีย คำนวน expected value ทุกอย่างแต่มีตัวแปรนด์หนึ่งที่เราลืมใส่เข้าไปในสมการเสมอ นั่นคือตัวคุณตอนที่ไฟลุก เราประเมินค่าเรื่องนี้ต่ำเกินไปเสมอ ว่าเราจะทุ่มเทและแสดงสักเรียภาพมาได้ต่างแค่ไหน เมื่อเราทำสิ่งที่เราตื่นเต้นจริงๆเพราะเมื่อเราอยู่กับบางอย่างที่เราตื่นเต้นจริงๆ แล้วเราทำได้เกินร้อย เราจะปลดพลังพิเศษบางอย่างออกมาแล้วเราจะรักษามันไว้ได้นานมากแต่คุณไม่มีวันแตะพลังงานเหล่านั้นได้เลย ตราบได้ที่ค ข้อที่ 3 ครับ Do it for decades ทำต่อเนื่องเป็น 10 ปีเขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไม่อยากรี่นของว่าคนสูญใหญ่อยากจะใช้เวลาสัก 6 เดือนแล้วก็เทรดอะไรสักอย่างและได้กำไรเป็นหลายแสนดอลลาร์นะครับแกรมบอกว่าเขาคิดแบบนี้ไป ตอนนี้เขาเรียนอยู่นะครับตอนนั้นมันเป็นยุกธุรกิจ.com เขาไปซื้อบริษัทผลิตฉลากสินค้าได้เกล็กมีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนงานคืนสุดยาวครบรอบ 5 ปีของรุ่นเพื่อนคนหนึ่งก็เดินมาโอบไลเขาประมาณว่าเฮ้ยแกรม ยุคที่มีการสร้างความหลังข้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาทยุค.com เท่าไม่นายดันไปซื้อบริษัททำฉลาก ง่วง ๆวะกรมคินให้ใจก็บอกว่าใช่แหละประมาณนั้ แต่สิ่งที่แกรมและเพื่อนคนนั้นมองข้ามประเดียวนั้นคือเรื่องของเวลาแกรมยกคำพูดของ Vince Lombardy โคชในตำนานของ Green Bay Packersมากลอมดีเคยพูดว่า Green Bay Packers ไม่เคยแพ้เกมไหนเลยเพียงแต่บางครั้งเราหมดเวลาซะก่อนประโยชน์นี้ลึกซึ่งมากนะครับมันหมายความว่าถ้ามีเวลาพอเราไม่มีทางแพ้เราแค่ต้องเล่นไปเลยๆแกรมบอกว่าเหตุผลที่เขาซื้ ทำมาเป็นอันนาน จนตอนนี้เขามาทำ Alpine Investorมาทำมา 22 ปีแล้วเขายังไฟลุกอยู่เลยข้ออธิบายเรื่องนี้บอกว่าสมการของผลตอบแทนคือ 1 บวก R ยกกำลัง Nลองให้ X คือความเก่งของคุณในบทบาทได้บทบาท 1R คือทุกอย่างที่คุณทำเพื่อพัฒนาตัวเองการมีโคชการอันหนึ่งสื่อการเร็นรู้การเขียนประหมายและ N คือจำนวนปีที่คุณทำอย่างต่ เขาบอกว่าอัตราการพัฒนาของตัวเขาเองนี่น่าสนใจมากนะครับเขาบอกว่าปีที่ 3 ก็ดีกว่าปีที่ 2 ปีที่ 5 ก็ดีกว่าปีที่ 4 นะครับแต่พอทำมา 20 กว่าปี พอคุณเลข 23
189:39
ประยกอำลัง คุณสามารถกลายเป็นที่ 1 ของโลกในเรื่องนั้นได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าคุณเก่งเร็วแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่าคุณยอมทำมานานแค่ไหนนะครับแล้วเขาบอกว่าThere's no obstacle that will not yield to you excited about something for a decade or longerนะครับถ้าจะไม่มีอุปสรรค์ใดเลยที่จะไม่ยอมแพ้กับคนที่ตื่นเต้นกับบางอย่างต่อเนื่องเป็นสิบปีหรือนานกว่านั้น คือคุณลักอะไรเนี่ย คุณต้องทำให้มันต่อเนื่องด้วยแล้วถ้ามันเป็นเรื่องของคุณ มันเป็นความฝันของคุณไม่ใช่ความฝันของคนอื่นโอกาสจะสำเร็จได้เยอะมากถ้าอยากมีชีวิตแบบอสิเมตริกทำเรื่องยาก ทำเรื่องของตัวเองและทำมันต่อเนื่องเป็น 10 ปีค่อย 4 เขียนเรื่องราวของตัวเอง Write your story แกรมบอกว่าข้อนี้สำคัญที่สุดในบรรณาทุกเรื่องนั่นคือการเขียนเรื่องราวของตัวเองย้อนหลังไปปี 2008 ตอนนั้นแกรมเพิ่งเริ่ม Alpine Investor ได้ไม่นานทุกอย่างลงจะไปได้สวยแล้วก็เกิดวิศกริจการ Hamburger Crisisเขาใช้ความว่าทุกอย่างทุกบทให้แบนราบบริษัทเขาตั้งตัวไม่ทันเขาจะรมทุนกองใหม่ไม่ได้เลยปี 5 ปีเขาต้องเอาเงินเก็บส ในช่วงเวลาที่มืนมนที่สุดนั้น ด้วยเหตุผลบังอย่าง แกรมไปกินเข้าเที่ยงกับผู้ชายคนหนึ่งที่ช่วยว่า JP Flom เป็น Executive Coach หรือ Coach ผู้บริหาตอนนั้นแกรมยังงงเลยว่า Executive Coach ทำอะไร เข้าไม่รู้จักด้วยซัมแต่ JP ก็คุยสนุมากแล้ว JP ก็บอกจรง ว่าเอางนี้นะ ตอนนี้ธุรกิจ Coach ผู้บริหามันก็แย่พอกันเดี๋ยวผมลดราคาให้ครึ่ แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันเขาเอาเงินซึ่งหายากมากตอนนั้นไปจ่ายเงินให้ JPแล้วประกฎว่าเขาเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาจ้างหนึ่งในโคชที่แก่งที่สุดในโลกมา JPเริ่มถามถึงบริษัทใหญ่ที่สุดของกรรมที่ก็เริ่มจะเจ้ง ว่าเป็นไงบ้าง เกิดอะไรขึ้น คุณทำอะไรอยู่แกรมตอบว่า JP คุณไม่ดูข่าวปีที่ผ่านมาเหรอ ตลาดลงไป 50% ริมแมน์บรัทเธอร์ล้มเมอร์รี่ลินชเพิ่งถูกเทอเวอร์ทธนาคารไม่ปล่อยกูเพราะเราจบเหล่ะ JP ตอบกลับมาเร็วเรียบว่า งั้นฟังดูเหมือนคุณก็แค่ทำอะไรไม่ได้เลยสินาแกรมประโยชน์มาสกิดแกรม เขาได้ถาม การเขียนเรื่องราวนี้มีกด 3 ข้อ กดข้อแรกเรื่องราวนี้จะเกิดขึ้นอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะออกจากม.แข่งสงครามตรงหน้านี้เพราะคุณพูดถูก คุณมองอะไรไม่เห็นหรอกถ้าคุณมองข้ามสิ่งตรงที่อยู่ตรงหน้าคุณไม่ได้เพราะฉะนั้นเราจะขยับไปกลายไป 5 ปีกดข้อที่ 2 เริ่มต้นจากสภาวะที่ดีที่สุดเลยแบบดีสุดๆ แบบไม่เอากั What would you do if you knew you would not fail กดข้อที่ 3 และข้อนี้สำคัญมากนะครับ JP บอกว่าวิธีการนะครับ เพร็จขาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดนะครับThe how is a killer of all great dreams เพราะฉะนั้นลืม how ไปก่อน ลืมวิธีการไปก่อนนะครับไม่ต้องสนใจว่าจะได้มาอย่างไร แค่อยากได้ยินความฝันนะครับกรัมบอกว่าพอมีกด 3 ข้อในปรุปนี้ การเขียนความฝันก็ส พอคุณมองได้ไกล 5 ปี คุณไม่ต้องงามวนว่าจะทำยังไงและคุณเลือกอะไรก็ได้ที่คุณอยากได้ใครจะไม่ทำแบบนั้นเขาก็เลยเขียนเรื่องราวให้กับบริษัทของเขาที่กำลังอาจเจ้งเริ่มจากเรื่องราวก็คือเราจะจ้าง CEO ที่เก่งที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้เข้ามา CEO คนนั้นจะสร้างทีมระดับเทพเทคโนรีของเราจะดีกว่าใครระบบของเราจะเสรียนกว่าใครเราจะสร้างทีมขายเราจะเริ่มชนะสัญญาที่แพ้มากตลอดเราจะเริ่มซื้อกิจการคู่แข่งที่กำลังย่มแย่เหมือนกันมันเป็นเรื่องที่เขียนสนุกมากแต่แน่นอนมันฟังดูเพอเจอร์เลยแหละกรามบอกว่ามันฟังดูเพอเจอร์มากเลยล่ะ JP เราไม่มีทางทำได้ เก้าแรกคือจ้าง CEO เก่งๆ ครับ แล้วรู้ไหมครับว่าปี 2008 ที่ศัตรกิจพังเป็นจงหว่าดีมากในการจ้าง CEO เก่งๆ เพราะ CEO กันๆ ตกงานกันเพียบเลยนะครับกรมใช้เวลา 6 เดือนในการเลือก CEO ที่เก่งมากที่สุดคนหนึ่ง คนนั้นชื่อว่า Mark Staunchทุกวันนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนของเขาและพวกเขาก็ทำตามเรื่องเราที่เขียนไปทุกอย่าง แล้วพอมากับทีมเริ่มเดินเครื่องหลังจังนั้น 18 เดือน พวกเขาชนะทุกสัญญาที่เปิดประมูลในธุรกิจนั้น ยกเว้นแค่สัญญาเดียวแกรมเน้นยำตรงนี้เขาบอกว่าอุตสาหกรรมไม่ได้เปลี่ยน ตลาดไม่ได้เปลี่ยน คู่แข็งไม่ได้เปลี่ยนเราตังหากที่เปลี่ยน เราแค่เขียนเรื่องราวใหม่ของเราเท่านั้นเองDon't write a story about what happens.
194:27
Write your story and then make it happen เขาบอกว่า เขารู้ว่ามันฟังรู้ Percherแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือคุณกำลังอาจจะเหมือนใส่ที่บังตาที่มาแข่งต้องใจให้กับตัวเองโฟกัสไปจุดที่คุณอยากไป คุณตั้งเป้าหมาย คุณจัดวางแต่ละวันของคุณให้สอดคลองที่ทางนั้นคุณกระหาย คุณกำลังดึงดูดคนที่อยากจะไปที่ทางเดียวกับคุณหลังจากนั้น Alpine ก็เขียนเร ประโยคที่แกรมอยากฝากไว้ก็คือว่า ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ตรงไหนของชีวิต คุณสามารถเขียนเรื่องราวได้เสมอถ้าอยากมีชีวิตแบบ Asymmetric ทำเรื่องยาก ทำเรื่องของคุณ ทำต่อเนื่องเป็นสิบปีและเขียนเรื่องราวของตัวเองทีนี้อยากพาทุกคนวนกับไปเรื่องโจที่เราคุยกันตอนแรก ที่ทำหายเงินหายไปครึ่งหนึ่งกันนะฮะ แกรมเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้ 20 กว่าปีหลังจากเรื่องนั้น เขาได้มีโอกาสนั่งคุยกับโจอีกครั้งหนึ่งเพราะกับโจอร์อยู่กับเขามาตลอด ไม่ได้ถอนจากการลงทุนตลอด 20 กว่าปีไปนักลงทุนที่สนับสนุน เขามันโดยตลอดเพราะโจอร์เองเคยผ่านช่วงยากระบากในวัยหนูมามันกันเขาเลยเขาใจว่าบางอย่างมันต้องใช้เวลาแล้วม ในการไปชุมส่วนใหญ่ 50 นาทีแรกจะหมดไปกับกัน ที่โจแล้วเรื่องสภาพพูมมียากาศที่เขาทำงานอยู่ด้วยพลังงานลดเหลือตาเป็นประกายเพราะเขากำลังทำ HISTINGแล้วเพราะตอนท้ายกรัมก็ยื่นผลตอบแทนการลงทุนให้โจดูเหมือนที่เขาทำทุกครั้ง โจมองกระดาษแผ่นนั้นแล้วเงินหน้าขึ้นมามองเขาแล้วพูดว่า รู้ไหมกรัมคุณทำได้ กรรมพูดถึงชีวิตเขาบอกว่า จากวันนี้เขาต้องพูดข่าวร้ายที่สุดให้กับโจวันนั้นมาวันนี้เขามีโอกาสนั่งบอกข่าวดี ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าเขาได้คุยกับมุลนิทธิ มาหาวที่อะไรที่กรรมบอกว่าผลตอบแทนการลงทุนของเขาช่วยให้พวกเขามีทุนการศึกษาที่ให้นักเรียนรึได้เป็น 10 ปี ช่วยสร้างอาคารเรียนช่วยให้มุลน จากหนุมที่ถูกเพื่อนร้อว่าซื้อบริษัทธรรมชลากโงโงวันนี้เขาสร้างผลกระทบที่มีความหมายจริงๆแล้วแกรมก็มาถึงสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจทั้งหมดของเรื่องนี้ก็คือว่าเขาบอกว่า แล้วพวกเราต้องฟังเรื่องนี้ดีนะสิ่งที่จะขวางพวกเราได้มากที่สุดในชีวิตถ้าจะให้กลั่นจริงๆ มันคือความกลัว ความกลัวมันเจ้าเล่มาก มันเป็นนักหลอกลวงฉันเสียน มันปลอมตัวเก่ง มันปลอมตัวในรูปแบบของการช่วยเหลือคุณ มันจะบอกว่าฉันทำให้คุณกลัวเพราะว่าฉันกำลังทำเพื่อความปลอดภัยของคุณนะ มันปลอมตัวมันในคราบของความสมเหตุสมผล เรื่องนี้มันสมเหตุสมผลนะ แต่ที่ร้ายที่สุดมันปลอมตัวมากับสองคำนี้Not me not nowไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ตอนนี้กรัมบอกว่าหลัก 4 ข้อที่เขาให้มาในวันนี้มันคือยาทอนผิดของความกลัวมันคือวิธีที่จับต้องได้ที่คุณจะมองเข้าไปในความกลัวและบอกว่าไม่ใช่วันนี้ วันนี้ฉันจะเล่นใหญ่วันนี้ฉันจะใช้ชีวิตเพื่อชีวิตแบบ asymmetricก่อนจะจบในกรัมเขาเล่าเรื่อง ที่ผมว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขาทั้งหมดก็ว่าได้ย้อนกลับไปสมัยที่ภายเรือในมากเทียไลกรัมมีชายาว่า Dreamweaverเพราะว่านำสกุ้นก็คือ Weaverเพื่อนๆ เลยเรียกเขาว่า Dreamweaver นักทอฝันคนที่ตั้งชายานี่เขาชื่อ Monty Racerตอนที่กรัมอยู่ปี 2 Monty อยู่ปี 4 แล้วก็เป็นนักภายเรือที่เก่งมากอยู่ในเรือลำหลัก ส่วนกรัมก็ แต่ทุกครั้งที่แกรมเดินเข้าห้องซอม มอนตี้จะตะโกนความว่า Dream เหมือนกับว่าช่างฝัน แกรมก็จะมีพลังขึ้นมากันทีนะครับชื่อนี้ติดตัวเขาทุกคนเรียกว่า Dream มันคือตัวตัวเขาในตอนนั้นแต่ไม่กี่ปีหลังจากที่เรียนจบ วันหนึ่งเพื่อนเขาก็โทรมาแล้วบอกว่า นั่งลงก่อนนะ มีข่าวร้ายจะบอกเพื่อนบอกว่า มอนตี้จากไปแล ด้วยวัย 23 แกรมบอกว่าเขาประมูลผล ข้อมูลไม่ได้เลย เขาเสียใจมากแล้วเขาก็เลือกที่จะไม่เพเชิญหน้ากับมันเลือกที่จะไม่เพเชิญหน้ากับเรื่องนี้เขาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปปีแล้ว ปีแล้วทำงานในบริศัทพระเบท อัคิติว์ใหญ่ๆ นั่นแหละนะครับแล้วช่วงเวลานั้นตัวตน Dreamweaver ที่มอนตี้เคยมองเห็นในตัวเขามันก็หายไป จนวันนึง ตอนที่ยังทำงานที่บริษัท Private Equity เขาบินไปที่นิวยอค แล้วก็ได้ไปกินข้าวกับเพื่อนเก่าสมัยที่เคยภายเรือกับมอนตี้พวกเขานั่งคุยกันดื่มเล่าเรื่องมอนตี้ทั้งคืนเพราะทุกคนก็ต่างยังไม่เคยได้ทำใจกับการสูญเสียครั้งนั้นจริงๆพวกเขาคุยกันจนสว่างเลย มันคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ วันลุ่งขึ้นขนาดที่แกรมกำลังนั่งเครื่องบินกับบ้านเขาก็กรั้นความเสียใจไว้ไม่อยู่บนเครื่องบินจาก San Francisco ไป New York เขาล้องให้ออกมาอย่างหนักล้องให้ไม่หยุดไป 3 ชั่วโมงคนข้างๆก็ต้องพยายามช่วย Air Hosted ก็ต้องเอาน้ำมาให้ตลอด เจ้าสุดท้ายเพราะเขาตั้งสติได้เขาไปลางหน้าในห้องน้ำกลับมานั่งที่ของเขาหลับตาลงเขาเห็นภาพที่มอนตี้ตะโกนเรียกว่า Dream ตอนเข้าห้องซอมแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาบอกว่ามอนตี้ก็ผิดหวังในตัวฉันมากในตอนนี้ฉันอยู่ห่างไกลจากคนที่เขาเคยเชื่อว่าฉันเป็น Dreamweaver คนนั้นเหลือเกิน แล้วกรัมก็คิดว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย ฉันมัวแต่เล่นเพื่อปกป้องขาลง พยายามป้องกันความเสี่ยงทั้งที่ฉันได้เห็นขาลงที่เลวรายที่สุดมากับตา การจากไปของเพื่อนและสุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีทางป้องกันความเสี่ยได้ 100% อยู่ดีตรงนั้นเอง บนเครื่องบินลำนั้นกรัมตัดสินใจว่าต่อไปนี้ ฉันจะเล่นเพื่อ Upside เล่นเพื่อ พอเครื่องลงจอด คืนนั้นเขายุติความสัมพันธ์ที่มันควรจะต้องยุติไปอยู่แล้วแต่ออกกันมาไม่ได้สักทีมันท็อคสิควันลุ่งขึ้นเขาไปยินบายลาออกจากบริษัท Private Equity ขนาดใหญ่นั้นทิ้งหุ้น ทิ้งโบนัส ทิ้ง Star Ocean ทิ้งทุกอย่างโดยยังไม่มีรายได้เข้ามาเลย แล้วไม่กี่วันต่อมาก็คนของขึ้นรถขับไปที่ Steamboat Spring Coloradoซึ่งแฟนเก่าสมัยมัติยมของเขาที่ชื่อว่า Cindy อาสายอยู่และ Cindy ก็คือภาลยาที่เขายังอยู่มาด้วยกันจนจึกวันนี้ที่อยู่ด้วยกันมา 21 ปีและ Gram ก็เริ่มต้นเส้นทางของการสร้างเบรษัทของเขาในวันนั้นสิ่งที่ Gram ฝากไว้กับนักศึกษาที่เริ่มจบผมว่ามันใช้ได้กับพวกเรา ทุกคนมีโอกาสจะเขียนเรื่องราวที่ตัวอย่างอยากมี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนคุณเขียนเรื่องราวอะไรก็ได้ คุณแค่ต้องลงมือทำมันแต่วันนี้คือของยาก มันจะมีบางอย่างที่คุณกลัวอยู่คุณควรจะจัดการกับความกลัวนั้นมีบางอย่างที่คุณผัดบันประกันพรุ่งอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่คุณควรจะทำ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ มันจะต้องแย่ลงก่อนเสมอ แล้วมันถึงจะดีขึ้นตอนนี้คือเวลาที่เราจะทำเรื่องของตัวเองคุณจะต้อง suffer ทุกอยู่ดีเมื่อว่าคุณจะเลือกทางไหนเพราะฉะนั้น เลือกทางที่มันคุ้มค่าพอที่จะทุกเพื่อมันดีกว่าแล้วอย่าลืมว่า อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไปเสมอในวันที่คุณทำเรื่องที่ และคุณต้องทำต่อเนื่องให้ยาวนานพอ เพราะแทบไม่มีอุปสรรค์ใดที่จะไม่ยอมแพ้ให้กับคนที่ทุ่มเกินร้อยและทำต่อเนื่องเป็นสิบปีและตอนนี้คือเวลาที่คุณจะเขียนเรื่องราวของตัวเองเพราะยิ่งชีวิตนำเนินไป คุณจะยิ่งรู้ว่าเวลามันล้ำค่าแค่ไหนและคุณไม่อยากใช้มันกับการมีชีวิตของคนอื่น แกรมบอกว่าข้างในตัวคุณมีความหัสจรรย์อยู่ มีชีวิตที่เป็นของคุณเอง มีบางอย่างที่พิเศษเฉพาะตัวคุณและมีคำถามเพียงข้อเดียวที่คุณต้องการจะตอบ หรือคุณต้องตอบคือ คุณจะอนุญาตให้ตัวเองใช้ชีวิตนั้นไหมคุณจะอนุญาตให้มันเปล่งประกายออกมาหรือเปล่า มันคือการอนุญาต Permission ที่คุณน้องให้กับต พวกคุณไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้เพื่อที่จะขยับโลกทั้งใบ.You did not come this far to place more.You come this far to move the world.
202:41
ลองถามตัวเองว่าเรื่องราวของคุณ 5 ปีต่อจากนี้ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่มีวันดมเหลว ไม่ต้องคิดเรื่องวิธีการมันจะหน้าตาเป็นยังไงแล้วเก้าแรกของเรื่องนั้นคืออะไรถึงเวลาที่เราจะเริ่มเขียนชีวิตที่เราต้องการดูเพื่อ Asymmetry Life หรือเปล่านะครับ นี่คือ Last Lecture Series How to live an asymmetric life Graham Weaverผมฟังพวกนี้แล้วผมก็รู้สึกว่าอันนี้ แต่วิธีคิดไปเยอะแล้วผมเองก็อาจจะมีอะไรแค่ๆแบบนี้เหมือนกันนะครับผมตอนนี้ผมรู้สึกว่า คือถ้าเราปิด Downside ได้แล้วผมว่าเราต้องลุยแบบ คือจังหว่าชีวิตมันมีไม่เยอะแล้วเราต้องลุย เราต้องแบบเต็มที่กับมันนะครับแล้วก็ชีวิตมันต้องยากสักท
203:29
Mission to the Moon.
203:31
Continue with your mission.ตอนในวันนี้ผมเอามาจากช่องที่ชื่อว่า DW Documentary The Secret of Concentrationผมไม่ฟังมา จริงๆ ผมตามช่องนี้อยู่แล้วแล้วผมสุดว่า เฮ้ย มันดีอ่ะเดี๋ยวผมจะเอาโครงจากตอนนี้มาแล้วก็จะเติม information หลังตาเข้าไปด้วย คือผมรู้สึกว่าอย่างนี้ในยุคปัจจุบันนี้สิ่งที่มันเป็นทรับสิ่งที่มีค่ามาก ก็คือความสำหรับในการ Focus หรือว่าสมารถทีกันเองวันนี้เราจะมานั่งคุยกันค่อนข้างยาวเหมือนกันเรื่องทำไมสมารถทีถึงสำคัญแล้วทำไมมันถึงยิ่งสำคัญในยุคที่เราถูกรกกวนโดยมือถือต่าง ๆ นั้นมันมี notification อะไรเยอะ ๆ แต่เป็นหมดเราไม่ใช่แค่ notification แต่มันคือลักษณะของงานที่ดูเหมือนว่าเราจะกระโดดจาก 1 อัน ปริก 1 จะช่วนคุยว่าคนที่ก็ต้องใช้สมารถทีแบบเยอะมาก ๆ เช่นเจ้าหน้าที ATC เจ้าหน้าทีโครบคุมจราจรทางอากาหรือว่านักกิลา นักกิลา e-sport หรืออะไรอย่างต่างพวกนี้เขามีวิธีการทำอย่างไรให้สมารถทีมันอยู่ในจุดที่มีประสุดทีภาพมาก ๆ ได้ ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าคำว่าสมาธิ ดูประสาห์กริจแล้วเรียกว่า Concentration มันแปลว่าอะไรกันเองคุณ Handing Back ซึ่งเป็นนักประสาทพิทยาที่เขาศึกษาเกี่ยวกันคิดและการเรื่องรู้ได้นิยามคำนี้ว่ายังน่าสนใจก็บอกว่าสมาธิคือความสามารถในการสกัดสิ่งรกควรต่างๆ เพื่อให้เราสามารถจกๆ อยู่กับสิ่งใ มีหน้าจอที่แบบ เดี๋ยวๆ ก็สว่างเดี๋ยวจะมืดลกก็อาจจะรู้สึกเมื่อยหรือว่ารู้สึกคันตามแขน อะไรอย่างน่ะเมื่องดีนะ ว่าคนนั้นต้องทำงานก็ขัดไปได้กลิ่นกาแฟ มีคนเดินพาได้กลิ่นอาหารนะฮะ และยินเสียงแว้ ๆ จากลาย ๆ เพื่อนเราคุยเป็นอยู่อะไรแบบนี้สมาธิเป็นเหมือนกับสิลปาดในการคัดกรองสิ่งเราทางประสาธสัมพัฒน์เราก็ปล่อยให้ผ่านเข้ามาเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ นี่คือความสมาธิทีนี้ถ้าเกิดว่าเรามองร่างกายเราเป็นสูงกันชากการที่คอยครบคุมด้วยต่างต่อ สูงบริชาการที่คอยคุ้มประเรื่องสมาธีก็คือสมบันหนึ่ง โดยเฉพาะสมอง ส่วนที่คือว่า Prefrontal Cortex หรือสมองส่วนหน้า ถ้าเราอ่านหนังสือเกี่ยวว่ายังสมองมา หรือว่าใครคุยกับคุณหมอที่ทำเกี่ยวกับสมอง ไม่บอกว่า Prefrontal Cortex มันเป็นสมอง ส่วนที่ทำมากนะเพราะมันทำให้มนุษย์เองประสัตว์จนิดอื่นอย่างนี้แล้วก ถ้าเอาเครื่องไปสแกนดู ไว้เราใช้สมารถที สบอกส่วนนี้มันจะสวัดวาดหน้าที่ของสบอกส่วนหน้า หรือว่า Free Frontal Project ก็คือการวางแผน แล้วก็การพบคุมตัว มันเปรียบเสมือนคู่จัดการแล้วกันที่คอยบอกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งสนใจกับสิ่งแล้วอันนี้ สนใจกับเรื่องตรงหน้าก่อน เมื่อ Prefrontal Cottage ทำงาน มันจะช่วยให้เซลล์ประสาทในทุกส่วนของสมองนั้นสื่อสามกระได้อย่างเข็มข้นมากคือ ทำให้การเชื่อมต่อนนั้นแข็งแรกแล้วก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการประมูลข้อหมูนี้ครับนอกจากนี้ สมองยังหลังสารสื่อประสาท ว่าที่เรียกว่า Neurotransmitterที่สำคัญมาก ๆ ตัวหนึ่งออกมาก็คือ Dopamine ซึ่งช่วยส่งเสริมทั้งแรงจุงใจแล้วก็สมารถทีของเราด้วยมันมีความเชื่ออันหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นความเชื่อที่ผิดแล้วนะใน Documentary ก็คือว่าความเชื่อที่ผิดก็คือว่าเรามักจะจินจนอาการว่าสมองของเราสามารถนั่งนิ่งๆแล้วโฟกัสเก็บงานได้ 20 นาทีหรือเป็นชั่วโมงคุณเห็นหนึ่งแบบว่านั่นเป็นร้อนที่เข้าใจผิด แล้วดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจกว่าเสียงของผมหรือเปล่านะครับสุดสั้นสั้นก็คือสมาธีนั้นไม่ได้อยู่ได้นานแบบมาราทนแต่โดยพื้นฐานแล้วสมาธีมันเป็นเหมือนการวิ่งรียาสั้นหรือว่า Sprintสมองจะ Focus เป็นหลักวินาทีหรืออาจันยังมากก่อนาทีจนกว่าจะมีสิ่งรับกวนใหม่เข้ามาแทรกมาแล้วคุณก็ต้องใช้พลังในก นึงแหละ ที่เราเรียกว่าความสามารถในการมีสมาธิไม่ได้แปลว่าเราจะนั่งทำ Project เป็นชั่วโมงไม่ได้แต่ว่ากระบวนการในสมองคือกันดึงตัวเองกลับมาเพื่อ Focus ครั้งหน้าคือว่าคุณอยู่ Focus ไปหลายทีแหละในหนึ่งชั่วโมงนั้นแล้วสมองก็จะดึงกลับมาถ้าคุณมีสมาธินั่นเองทีนี้มีคนหาว่า ความสามารถในการมีสมาธินี้มันเกี่ยวห้องกับพันธุกกรรมหรือเปล่าหรือว่าบางคนเกิดมามีสมาธิดี เป็นคนมีสมาธิง่ายหรือเปล่าคำตอบคือพันธุกกรรมมมีส่วนเกี่ยวห้องกับความสามารถทางปัญญาหรือว่าความสามารถถิดปัญญาจริงๆ แปลว่าบางคนเกิดมาโชคดีมีความสามารถในการจดจอบได้ง่ แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาพแมนรอไม่มีผลนะคุณอาจจะมีพันธุกรรมที่ยอดเยี่ยมสุดๆ แต่ถ้าเกิดคุณปล่อยให้ถูกรบกวนโดยสิ่งร้าอะไรต่างๆ ตลอบเวลาคุณก็ไม่สามารถจดเจอกับอะไรได้นานดีในทางกับกันนะฮะ ถ้าคุณเป็นประเทศที่วักแว่งง่ายโดยธรรมชาติแต่คุณมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะมีสมาธิและโฟกัสกันอะไรบางอย่างนันระระยะยาวคุณก็สามารถทำมันได้ดีขึ้นสุดว่าสมาธินั้นเป็นสิ่งที่ฝึกษทได้และต้องเริ่มจากตัวเราเองที่พร้อมมีการพักวันที่เพียงพ่อ มีเป้าใหม่ที่ชัดเจนเพราะสมาธิจะไม่ม ของคนในอาชีพนี้ หมายถึงความเป็นความตายและมันเป็นการตัดสินในเสียวินาทีใช่ครับผมแล้วพูดถึง Air Traffic Controllerหรือว่า ช่อนอาทีพวกคุมการจะราจอดถาอากาศนั่นเองนะครับเป็นหนึ่งในอาชีพที่เครียดที่สุด อาชีพหนึ่งสมองของ Air Traffic Controller ทั้งหลาย เขาเจอความกดดัน สนามบินอย่าง New York JFK ที่ขึ้นมินขึ้นลงเยอะหรือว่าลากวเดียที่นิวยอคขึ้นลงเยอะเหมือนกัน แล้วก็เพิ่งมีเรื่องไปล่าสุดไม่นานมานี้สนามบินผู้นี้ คนที่ทำนาน ATC กดดันสุด ใน Documentary เขาพูดถึงคุณ Jan Peter Konopinsky อายุ 23 ก็เป็นเจ้าที่ ADC ลองจินธนาการสภาพการทำงานของเขาดูในช่วงเวลาที่การเจ้าจอหนาแน่นที่สุด พวกเขาต้องจัดการกับเครื่องบินลำใหม่ในทุก ๆ มินทีเครื่องบินลำหนึ่งเข้ามา ได้รับอนุญาตให้ลงจอด ออกจาก Runway ลำต่อไป ก็มารอลงจอดอยู่แล้ว จริง ๆ แล้ววนอยู่ บนอากาศด้วย รวมถึงคนที่อยู่ข้างล่างก็จะขึ้นด้วย เขาต้องทำงานสื่อสารกับนักบิน ให้คำหนูญาตสั่งการประสารงานกับจ้านที่ผลอื่น ที่ดูแลน้านฝาร้านบนประสารงานกับสนามบิน แล้วต้องมีระบบวิธีวอีกเครื่องสราบประสารงานกับยานภานะบนพื้นอีกด้วย กรอนีล่าสุดที่เราก็เดีย ถ้าทุกท่านจำได้ ที่มันมีรถ ที่ขึ้นบินไปชนกับรถตักเพิ่ง ที่กำลังจะไปจัดการอีกเคสหนึ่งอันนั้นก็คือ ATC เขาก็ต้องดูแลรถที่เป็นยานภาณภาพคืนบินด้วยจะเป็นรถจ้อนาที่ต่างๆ อะไรผู้นี้ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นงานที่เครียดและกดดันหน้าคุณแจนก็บอกว่านี่คือ Champions League ของการใช้ความคิดเลยค่ะ Champions League of Thinkingเพราะวันดันขีดจำกัดของสมองจนถึงคิดสูงจริงๆแล้วลองนึกถึงที่จะมีอีกประเด็นหนึ่งด้วยนั้นจริงอยู่ที่การสื่อสารทางอากาศ ไม่ถึงว่าเครื่องบินกับของการบินคำพูดต่างๆ เขาจะไม่ใช่ว่าพูดน้องมูลสว่ ฝึกกันมา แล้วก็ผมเข้าใจว่าทุกคนก็คือใช้ภาษาอังกฤษทุกวันอภูมิก็มีนักบินจากทั่วโลกมีทั้งคนสำเนียง Australian สำเนียงอเมริกันอังกฤษก็อาจจะฟังไม่ยากมากเพราะโลกชินแต่คุณเจอ Australian หรือสำเนียง Irish
211:29
มากๆหรือว่าบางคนพูดเร็วมาก อย่างผมทำงานกับคนอินเดียน คนอินเดียพูดเร็วมากเราก็คิดว่าเราฟังภาษาผิดรู้เรื่องแต่บางทีบางคำมันไม่ช่วนเรานึกภาพว่าเราเป็นจ้อนที่ ADC นอกจากจะต้องดูขึ้นบินขึ้นลงจัดการยานผ่านนี้ คุณยังต้องจัดการกับสำเนียงด้วยถึงแม้ว่าคำพูดมันจะแปะๆ ก็ตามแต่มันก็มี มันก็จินตนาการว่ามันก็ไม่ได้หมูเขาบอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดของอาชีพนี้ไม่ใช่ตอนยุ่งสุดๆ ทุกคนอาจจินตนาการว่าเวลาที่ยุ่งสุดๆ อย่างถ้าเป็นกลุงเทพผมเดาเองถ้าใครมีความมีข้อมูลบอกผมด้วยผมเข้าใจว่าถ้าเป็นถนามบินสุขวนภูมิยุ่งสุดๆ น่าจะเป็นเวลาใกล้ๆ ที่ยังขึ้นถ้าท่านไหนทำงานอย ไม่รู้เคยเล่าให้ฟังนอกเลยหนึ่งนะ คือผมไม่ได้อยู่ในวงการหรืออะไรนะฮะแต่ว่าเป็นคนชอบเครื่องบินตอนเด็กๆชอบเครื่องบินนะฮะ ชอบเวลาเห็นเครื่องบินขึ้นลงอะไรอย่างนี้นะ เราชอบแล้วผมก็เลยแบบก็เลยบางทีก็ฟังคลิปอะไรอย่างนี้บ้างนะฮะที่เขาทำเรื่องเครื่องบินอะไรอย่างนี้ก็พอมีแบบ information นี้หน่อยแต่ก็ไม่รู้อะไรเยอะหรอกนะฮะแต่ว่ มันเจ็งกับ มาสัจจันย์เขาบอกว่า ความสำหรับกันเปลี่ยนเกียร์เป็นสิ่งที่ ยากที่สุดของอาชีพนี้นะครับที่นาณการว่าบางช่วงการจราจรอาจจะไม่ยุ่งเลยนะครับคุณก็นั่งอยู่โอเคนะ สามอาจจะสมมุติ 5 นาทีมาลำหนึ่งกันกันก็ดูโอเคนะครับภายในไม่กี่วินาที สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนเป็นความทรับซ้อนสูง เปิดแบบเปิดเลย ถ้าไม่ใช่แบบ 10 โล อยู่ดีปั๊บ อากาศปิดซึ่งมันเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เลยแหละนะฮะฉะนั้นการที่ต้องเปลี่ยนจากโหมด Concrime มาโหมดกลื่นตัวใน 100% ในชั่วพริปตาเดียวเพื่อให้แก้ปัญหาตรงนั้นได้เลยหมายความว่าร่างกายคุณนั้นต้องปรับการทำงานของร่างกายทั้งหมดในระยะอันสั้นซึ่งแค่นี้ก็กินพลัง อาชีพหนึ่งจะเป็นอาชีพที่ต้องใช้สมาธีอย่างหน้าเดี๋ยวเราจะกลับมาที่เรื่องคนนี้อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสงใจคือ e-sport e-sport นึกถึงนักกิลา e-sport ยกตัวอย่างเช่นสมมุติอันนี้น่าจะเคยเล่นหลายคนเกมฟีฟ้าการจะเป็นโปรเพลเยอร์ในระดับนี้ได้สมองต้องทำงานหนักมากนี้ไม่ใช่คนที่นั่งเล่นหาหาวันสาวกับเพื่อน เพราะฉะนั้นเขาต้องมิ่งสุดๆ ตอบสนองชับไว มีทักษาการวิเคราะห์สามารถอ่านใจกู้แข่งได้ ที่สำคัญต้องจดจำปุ่มกดหลายรอยรูปแปลและตอนสินใจในช่วงเวลาเชี่ยวไว้นาทีเป็น milliseconds ซึ่งเป็นเนกลาของ e-sport ความโหดร้ายของ e-sports ก็คือว่าสมัทธนาการประมวลผลสูงสุดของเรา มันจะพีกอยู่ในช่วงสัก 20 กลานหลังจากก็จะเริ่มรถลงเขาพูดถึงนักกิลาคนหนึ่งชื่อว่า Dennis ผมก็ไม่ได้เล่นเกม FIFA แต่ว่าน่าจะดังอยู่นะครับชื่อ Dennis เขาบอกว่าเขาต้องควบคุมทั้งทีม 11 คน แม้จะไม่ได้ปังคับพร้อมกันเขาบอกว่าสิ่งจำคัญที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าคู่แข่งกำลังจะยิ่งบนประที่มุมไกลของประตู Dennis ก็ต้องพับบางครับผู้รู้สาวประตูให้ขยับประที่มุมนั้นแต่ในเซียร์วินาทีเดียวกัน เขาก็ต้องสลับไปบางครับกลองหลับเพื่อบล็อกคู่แข่งด้วยเพราะเขาไม่อาจการันตีได้ว่าแค่ขยับแล้ว Goal จะเซ็บได้เสมอแต่คุณทุกฟังสิ่งที่เราเรียกกันจน สมองเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานซับซ้อนกันแบบนี้ได้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานซับซ้อนพร้อมกันได้เวลาเราเรียก Multitask ใช่ไหมแต่สิ่งที่สมองทำจริงๆ คือกระบนการที่เรียกว่า Rapidly switching back and forth คือการสลับไปมาอย่างลวดเร็วทุกครั้งที่สมองสลับงานมันจะมีต้นทุนที่เราเรียกว่า switching cost หรือต้นทุนของการเปลี่ยนความสนใจ อธิบายได้ว่า Multitasking เหมือนกับอย่างนี้จินตนาการว่าคุณพยายามจะดูทีวีหลายๆ รายการ หลายๆ ช่องพร้อมกันคุณทำไม่ได้หรอก คุณทำได้แค่เปลี่ยนรีโมทช่องไปมา เวลาที่คุณเปลี่ยนรีโมททีวี หน้าจอมันจะดับไปปั๊บหนึ่ง มันจะมึดไปฟึกหนึ่ง สมองก็เกิดภาวะแบบนั้นเหมือนกัน แต่เร็วมากเมื่อคุณสลับงาน คุณจะสูญเจี่ยข้อมูลและความจุน้อยลงในการประมวนผลสิงใหม่นิดหนึ่ง คุณต้องใช้เวลาในการปรับตัว อยู่กระสารความเรียนต์ตัวเองก่อน คุณไม่สามารถ เราอาจจะไม่รู้สึกแต่สมองรู้สึกผลขนทบที่ 2 คือพ่อสลับมาแล้วคุณก็ต้องใช้เวลาอีกอิดใจหนึ่งเพื่อทำทําควรใจว่าเรื่องนี้มันคือยังไงแล้วนะ มันนี้มันมาถึงไหนแล้วนะช่วงเวลาที่คุณกำลังมองหาทิดทางนี้นะครับคือช่วงเวลาที่คนเรามาทำผลิดพลาดมากที่สุดในช่วงเวลาที่ Switch นี่แหละเพราะเราไม่ได้โฟกั เนี่ย คือ Pomodoro ของผม สมมุติว่าผมจะสมุนเวลาใช่ไหม สมุติว่า 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 บาท 20 อันนี้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ช่วยคุณสามารถโฟกัสกับงานได้ทีระยะเมื่อสมองความเราต้องใช้พลังงานมหาศาลไปกับการโฟกัสและการสลับงานสิ่งนี้ข่าไม่ได้เลยสำหรับการดูแลสมองก็คือ เรื่องกิจวัดแล้วก็การพักพอตนี้เราจะมาพูดถึง Angelina Kohler เป็นนักกิลาแชมโลก ถ้าผีเชื่อ 100 เมตรไว 24 ปีและการหนักขันไว้น ทาฐานใต้นามนั้นซับซอน แล้วต้องการความแม่นยำอย่างสูงมาก อันนี้เราไม่ได้ไว้เล่นเพราะฉะนั้น มันเป็นเทคนิคที่สูงมากถ้าคุณไม่มีสมาธิ คุณจะทำได้ไม่ดีและผลคือคุณจะช้าและภายแผน
217:34
Angelina เล่าว่า ในการแห่งขันโอนปริกที่ Paris เธอแตะขอบษาและพบว่าตัวเองได้อันดัดที่ 4 วินาทีนั้นโลกของเธอพังเธ แต่สิ่งที่ช่วยให้เธอรักรับคลองตัวกับมันได้คือการวางเป้าหมายเพื่อเป็นรางวันกับตัวเองเธอบอกตัวเองไว้ร่วงหน้าก่อนแข็งว่าไม่ว่าผลจะเป็นยังไงเธอจะไปเที่ยวที่ก่อนในฝันก็คือ Bora Bora ที่ French Polynesian นะครับจะได้พักเบรดยาวๆ จากการซ้อมหนักมาตลอดหลายปี ซึ่งเป็นสิ่งที่จึงเป็นมากเพื่อฝืนฟูร่างการร แน่นอนว่าการพักยายาว ย่อมส่งผลเสียต่อฟอร์มการไว้น้ำ ทำให้เธอต้องกลับมา เริ่มสร้างพื้นฐานใหม่หมดต่างจะกลับจากการพักแต่นั้นก็ถือว่าคุมค้ามมาก เพราะสมองและร่างกายจำเป็นต้องได้รับการดูแลนี้เมื่อกับสอม สิ่งที่สำคัญมาก ๆในการสร้างสมาธิ ประจำวันคือ กิจวัดคุณ Angelina ก็มี Coach เป็น Coach อธิบายว่ากิจวัตย์คือลำดับการทำที่ซ้ำๆเดิมๆ มันจะมอบความรู้สึกปลอดภัยและสงบใจให้กับเราเมื่อเราสงบสมาธีก็จะเพิ่มขึ้นตาม Angelina มีกิจวัตยามชาวที่เป๊ะมากในตอนสอมเธอจะตื่น 6 โมงชาวเข้าครัวชงกาแฟกินอาหารเป็นแบบนี้ทุกวันเธอบอกว่ากิจวัตย์ง่ายๆเหล่านี้ให้พลังและความมั่นคงกับเธ สินที่คุณทำซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัย มันกลายเป็น Autopilot เพราะสมองเข้าหมู่นิดปุ๊บมันก็ไม่คอย ไม่ต้องคอยตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลาและเหลือพื้นที่และพลังงานให้ไปโฟกัสกับเรื่องที่มันสำคัญจริง ๆ นะครับนั่นก็คือสำหรับคุณ Angelina คือการสองพูดถึงเรื่องพลังงาน สมองคนเราใช้พลังงานเยอะมากนะครับสมองมี และทันทีที่เราเริ่มคิดหรือว่าจดจอกับอะไร การใช้พลังงานจะสุดขึ้นร่างกายเวลาเราจดจออะไรนะครับ ร่างกายจะหลังออกมาหลายตัวเช่น Adrenaline Cortisol อันนี้ทำไมเราตื่นตัวแล้วมี Focus เขาได้ซอร์จะดึงพลังงานสับร้อนในร่างกายออกมาใช้ในช่ว่าที่เราต้องการแต่ถ้าเราอยู่ในโหมดนี้มากจนเกินไปเหมือนก็เราอยู่ในโหมดคิดนานจนเกินไปมันจะกลายเป็นความเครียดต่อร่างกายแล้วก็จะแสดงอาการออกมาเช่น ปวดไล่ปวดหัวหรือว่าความหน่อยล้าทางจิงจัดการเบรดถึงเป็นเรื่องที่สักครับเจ้าหน้าที่ก็คุมจราจ ส่งสัญญาณเตือนเลย เวลาพักกฎเลยก็คือ ต้องห้ามคิดเรื่องงานเลยครับเขาจะไปทำอย่างอื่นเลย เช่น ไปออกวัลงกาย ไปอ่านตั้งสื่อส่วนคุณ Dennis ที่เป็นนักกลาย e-sport เวลาพักก็เช่นกัน เพราะจะไม่เล่นโทรชัพท์ หรือไม่จับ Electronics และเขาจะวิธีเป็นการไปแต่ฟุตบอลจริงๆ บนสนาบยา เพื่อคลายก่อนเครียน ถ้าคุณเครียดหน่อยละทางร่างกาย คุณต้องการการพักผ่อนกับร่างกาย เช่นนอนลง หรือทำอะไรให้ร่างกายผ่อนแต่ถ้าคุณหน่อยละทางจิตใจ ใช้สมองนั่งหนัก สิ่งถ้าคุณต้องการคือการพักผ่อนจิตใจการพักผ่อนจิตใจ สิ่งหนึ่งที่ไม่พักแน่ก็คือเล่นไถมึงถือตอนพักเพราะฉะนั้น การ คือ จะออกไปเดินคุณ Angelina เธอบอกว่า ตอนบ่าย หลังที่ซ้อมเสร็จแล้ว เธอจะชอบแต่งตัวสวยๆเธอคุณชอบแต่งตัว แล้วก็ออกไปเดินในเมืองอะไรแบบนี้ทำให้เธอตัดขาดความเกรียดจากเรื่องไว้น้ำได้เพื่อจะเหมาะกัน Switch ไปอีกหมดผมว่าหลายคนพักผิดวิธีเวลาพักก็ตอนไปใช้หน้าจอยเราทำงาน สมมุติเราทำงานกับหน้าจอยทางวันแล้วพ พี่พูดถึงเรื่อง Flow State Flow State คือภาวะเรื่องหลาย ๆ ต่อจุดสูงสุดของสมารถสิ่งที่ผู้คนต่างถุบินหา ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือว่าหน้ากิลาตักก็คือ Flow Stateถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง F1 ตอนที่ Brad Pitt ครับรอบสุดท้ายในหนังนั้น ๆแล้วเหมือนเขาบอกว่าเขาบินได้ อันนั้นคือ Flow Stateซึ่งอันนั้นก็เป็นการอาจจะ Extreme สักหน่อยมันคือประมาณ เวลาคุณรู้สึกว่าคุณควบคุมทุกอย่างได้ ทุกอย่างดูชัดเจน ถ้าคุณลืมเวลาลืมความกังวล และงานน้ำมันลื่นไหลไปได้เอง นั่งคือ flow stateคุณ Angelina บอกว่าเวลาเธออยู่ในน้ำ เธอรู้สึกอีกสระหลัดเหมือนกำลังบินอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากมากเพราะคุณแค่กำลังใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น แล้วมันก็ สาทธราจารณ์ Corner Piper เป็นสาทธราจารณ์ด้านจิตุทยาองค์กอด อัธิบายว่า flow คือสภาวะเชื่องหลวกของจิตสำนัก เรียกว่า Positive State of Consciousnessเมื่อเราอยู่ภาวะ flow เราจะมีสมาทีขั้นสุดๆ ดื่มดำไปกับกิจกรรมนั้น สดปุ่นแบบโดยกิจกรรมนั้นจะต้องท้าทายเราอยู่ในระดับที่พอดีแน่นอนมันต้องไปง่ายจนเกินไป แล้วมัน มันจะต้องอยู่ในระดับที่พอดี ทำแล้วจะรู้สึกว่าครับคำหน้าตื่นเจ้นในมุมมองของนักประสาทวิทยาศาสตร์คือเมื่อเราเข้าสู่ flow state นั้นสมองส่วน prefrontal cortex มันจะเหมือนกับปิดสวิทธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ นอกจากนี้สมอง คลื่นสมองเรายังเปลี่ยนไปด้วยนะครับ ด้วยปกติเวลาเราตื่นตัวและตั้งใจทำอะไรเนี่ยคลื่นสมองหลักของเราจะเป็น Beta Waveแต่เมื่อเราเข้าสู่ Flow State คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็น Alpha Waveแล้วก็ Theta Waveซึ่งเป็นคลื่นประเภทเดียวกับตอนที่เราอยู่ในสภาวะการผ่อนใครตึกซึ่งใครที่ชอบนั่งสมาธี อยู่นี้ผมนั่งสมาธีนานขึ้นแล้วก็รู้สึกว่า มันเคยมีงานวิจัยอย่างนึง ที่เขาพูดถึงว่าเวลานั่งสมารถทีสมองมาวันเข้าในโหมดอย่างนั้นอยู่ใน AlphaWare กับ ThetaWare เหมือนกันเพราะรู้แบบของคลิ้มสมองแบบนี้ ทรงเสริมให้เกิดการทำงานแบบที่มี Focus แต่ผ่อนคลายทำให้สมองเรานั้นเปิดรับไอเดียนใหม่ๆ มุมบ้องใหม่ๆ ได้ยังดีเขาพบว่าตอนที่อยู่ Flow Stateสมองส่วนที่ทำนัดที่ ซึ่งมันแปลกเพราะว่าคนมักรู้สึกว่าสภาวานี้เต็มไปด้วยเหมือนการตื่นรู้เติมเต็มแล้วให้ผลิตพลสูงมากๆแต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจริงๆแล้วความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่ความรู้สึกแบบ euphoria แบบมีความสูงแบบนั้นแต่มันเป็นความรู้สึกที่เขาใช้ความว่าความรู้สึกที่ไร้ความกลัว Freedom from fearก็ได้ช่วงเวลา ทุกอย่างคือมันเป็นสภาวะแห่งการสร้างสร้าง สร้าง โดยฟรัสส์ของไปตกของวน คุณแค่ปล่อยให้ตัวเองนั้น อยู่ไปกับ Go with the Flowทางทีมิจัยเขาก็ไปเชิญคุณ Jan Peter ที่เป็น ATC มาเกียบมาทดสอบสภาวะ Flow
224:27
ในห้องหลับโดยให้ทำตังข้อสอบคณิจศาสตร์และการอาจ ผลประกฎว่าคุณ Jan ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะ Flow ในต แต่พอมาทำการทดสอบการอ่าน ซึ่งเป็นข้อความที่ง่ายกว่าเข้าเข้าสู่ Flow ที่จริงๆกับโดย algorithm ของ Computerสามารถตรวจจับ แต่ว่าเขาเริ่มเข้าสู่ Flow ในช่วงวัน 1 ใน 3 สุดท้ายของการทดลองแนะว่าการทดลองเรื่องนี้จะยังอยู่ในห้องหลับแต่เบ้าหมายของนับภทยาศาสตร์คือการช่วยหาท้ายผู้คนสามารถเข้าถึงและรักษาสตร์ว่ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะทำราย flow state อย่างรวดเร็วนั่นคือความปราธนายังแรงกล้า ที่จะเข้าสุดสภาวาง flowคือถ้าคุณอยากจะ จริงคุณอยากจะเข้า มันจะยิงไม่เข้าเพราะกำเนื้อคุณก็จะเครียด สมองเครียด อะไรเครียด มันยิงไม่เข้าเพราะฉะนั้นต้องปล่อยวาง สร้าง Condition ให้เหมาะสบ ไม่ต้องไปบางคลับมาแล้วก็เดี๋ยว flow state จะมาก แล้วก็จริงๆ เพราะแชร์ Icebar ด้วย จะดีมากอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องระวัง อุปกรณ์ Digital เรื่อง Scrolling ต่อในอดีตเวลาเราทำอะไร ทั้งสุดแล้วก็เราดูหนังแล้วก็ดูและหนังสื่อกับหนังมันมีจุดจบ แต่ Social Media มันถูกเอาแบบมาให้ไม่มีจุดจบ เมื่อมันไม่มีจบๆ มนุษย์ก็เลยไม่เคยรู้สึกกินก็พอใจแต่คุณไม่ต้องห่วงนะครับคนส่วนใหญ่ติดง่ายแล้วกัน IG อะไรติดง่ายแต่เขาพยายาม พยายามที่จะตั้งจำกัดเวลา พวกเราให้เล่นวันแหละชุดหมดนักวิทยาศาสถิบาว่าจริงๆ มนุษย์เราไม่ได้เก่งเรื่องการมีสมาธิยามาตั้งแต่แรกอยู่แล้วสมองเราเก่งในการตรวจจับสิ่งเราไม่ไหมเพื่อประเมินว่าอะไรในสิ่งวันตรอบที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นนาตรายกับเราบ้างพวกนี้คือมนุษย์เราถูกสร้างมาให้มีแนว ซึ่งในอดีตมันก็โอเค เพราะว่ามันไม่มีอะไร เรามากนอกจากเรื่องที่มันอาจจะต้องจำเป็นจริงๆ ร้านตรายจริง แต่เมื่อเราเจอกับโอ้โห ที่เข้ามาบรับทุกวันนี้การเสบเนื้อหาที่สั้นลง สั้นลงชอดคลิปนี้ตัวดีเลยนะฮะพื้อทีกรรมนี้ทำให้เรามีความสามารถในการมีสมารถทีก็อะไร ยากขึ้นไปอีก สถานการณ์ยิ่งยากขึ้นเป็นคนที่มี ADHD หรือสมารถทีสั้นอังเจลิน่าเอง ก็มีอังเจลิน่าที่เป็นนักไว้นามเขาต้องต่อสู้กับสมารถทีสั้นเหมือนกันเป็น ADHD เหมือนกัน ADHD คือความบกคร้องในการจัดระเบบข้อมูลจนโดนมหาศาล และคำสมาทิเมื่อมีสิ่งเราจะภายนอกเข้ามาเยอะๆ สมองคนที่เป็น ADHD จะไม่เก่งในการจัดลำดับความสมคัญว่าสิ่งในคุณสนใจ สิ่งในคุณคัดกร้องอะไรแบบนี้เป็นต้นแล้วก็อาจจะแบบ มีความเซ็นทิฟกับเสียงดังดังด้วย ยกตัวอย่างสิของกรณีของคุณ Angelina เนี่ยเวลาอยู่ในโทรนเมนต์ที่มีเสียงเชียดังดังเนี่ย เธอก็จะรู้สึกแบบวักวัก เธอกล้าต้องทำงานกับคุณหมอเพื่อรับมือกับ ADHDหนึ่งในเทคนิกที่คุณหมอแนะนำและสามารถนำมาไปใช้ได้เลยนะครับคือการใช้จินตภาพและภาพเปรียบเทียบ Metaphors and mental imageriesคุณ Angelina แล้วว่าเวลาเธอหลุดโฟกัสรู้สึกยายๆ เนี่ยเธอจะหลับตาแล้วนึกถึงภาพใบไม้ของต้น Aspen ที่กำลังปลิวสวัยตามสายลบเธอนึกถึงภาพต การได้ใช้เวลาแป๊บหนึ่งในการจินอร์การถึงสถาดที่ที่สงบของตัวเองจะช่วยดึงสวาธีแล้วความสงบกับมาได้ให้เธอโฟร์กับสับการณ์เนี่ย อีกหนึ่งขึ้นมือที่ทรงพลังคือการจัดการกับจิตใต้สุดนึงครับ คอชทางจิตอยู่ทยาได้สาธิตเรื่องนี้กับคุณ Dennis นักกิลา e-sport เขาบอกว่าให้คุณ Dennis ยื่นแขนออกมาแล้วก็ออกแรงต้าเวลาที่คอชกดแขนลง ตอนแรกแขนของ Dennis นั้นแข่งแรงมากแต่พอคอชสั่งให้ Dennis พูดคือว่า Fear กดแขนลงอีกทางนี้ ประกฎว่าแขน แต่พอให้พูดคำว่า Confidence แค่นกลับมีแรงต้านกลับมาต้านร่างกฎแล้วเหมือนเดินโค้ยสรุปให้ฟังว่าจิตใต้สำนักคือเจ้าหน่ายขวบคุมทุกอย่างและทุกๆแรงกระตุ้นเชิงลบนั้นจะส่งผลให้ร่างกายของคุณอ่อนแอร์ลงคันทีวิธีแก้ก็คือคุณต้องพยายามส่งแรงกระตุ้นเชิงบวกเข้าไปในระบบเพื่อดึงสักย� Denis บอกเขาว่าต่อไปนี้เวลาไปแข่งเขาจะไม่คิดลบๆหรือบอกตัวเองว่าอย่าพลาดหน้าอะไรอย่างนี้มันส่งผลเซียร์ต่อจิกใจเขาจะเปลี่ยนมาพูดเชิงบวกกับตัวเองว่าเช่นนายทำได้แน่แล้วสุดท้ายสิ่งความนิดสุดในการโรยหัดชมาทีนี่ไม่ใช่การฝึกบังคับที่จะยังจดจอกับอะไรอยู่ตลอดเวลาคือความสมตุนระวัดการ แล้วความสามารถในการที่ปล่อยให้ใจแล้วมันใจรอยไปบ้างเพราะว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งในชีวิตที่นีวิวิธนาการมาทำให้เราเก่งอันภูทั้งโฟกัส ทั้งใจหรอกเราสามารถวางแผนระยะยาวและมีสมาธีกับมันได้ดีกว่าสัตว์สนิตใจในโรงนี้และถ้าขนาดเดียวกัน การเว้นจังหวะให้จิตใจได้ร่องรอยก็เป็นบอกเกิ ผมว่าทุกท่านฟังวันนี้แล้วเนี่ยจะเอาไปปรับใช้กับตัวเองนะผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะว่ายุคนี้เนี่ยเราถูกรับบวนสมารถที่ได้จริงๆใครก็ตามที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีกว่าผมว่าจะได้เปรียกสุดๆเลยในการใช้ชีวิตแล้วก็จะมีความสุขมากครับMission to the Moon. Continue with your mission.
230:02
วันนี้เอาสิ่งที่ผมเขียนอยู่ในหนึ่งสือสมุทจดมาช่วนคุยกันก็จะเป็นแบบเขียนเหมือนบันทึกเหมือนอารมณ์ประมาณคล้ายๆ ไดอรี่แล้วก็มาเล่าสู่กันฟังก็ไม่ได้มีสคริปต์อะไรมากน้องจากหัวข้อที่จดไว้วันช่วงนี้คิดอะไรอยู่แล้วก็เจอเรื่องอะไรมาบ้างอันแรกเป็นคำพูดของ John F.
230:24
Kennedy ผมชอบมากบอกว่า A rising tide lifts all boatsเวลาน้ำมันขึ้น นี่ก็คือพูดถึงเรื่องธุรกิจแล้วกัน จริงๆ มันใช้ได้หลายบริบทแต่ว่าถ้าพูดถึงเรื่องบริบทุรกิจผมว่าการที่เราจะเข้าไปอยู่ในอินดัสตรีไหนเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะว่าเราเข้าไป สมมุติเราทำธุรกิจแล้วเราเข้าไปไม่ว่าเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วเราจะเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นในธนะ Professional ในธนะแล้วก็แล้วแต่ จะแย่ลงอุตสาหกรรมที่กำลังขาขึ้นมันต่างกันเยอะแม่งจริงแล้วในอุตสาหกรรมที่กำลังแย่ลงคุณต้องเก่งมากเพื่อจะอยู่รอดแต่อุตสาหกรรมขาขึ้นกลางกลางก็ อาจจะลอดแล้ว ถ้าเก่งมากก็อาจจะได้อะไรเยอะมาก ๆ เลยอย่างผมเองผมมองอย่างธุรกิจสีจันเนี่ย เราก็มองว่าจริง ๆ สิ่งมันเป็นขาขึ้นสุด ๆ คือเรื่อง Longevity Warmnessแล้วตอนนี้มันไม่ใช่แค่แบบคนอยากอยู่นานแล้ว อย่างเดียวแล้ว และแข่งแรงแล้วแต่คนต้องการ Moment เล็ก ๆ ที่มีความสุขทุกวัน คือต้องการจะภาษาสารก็ใช้ค นิดนิดหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการได้แบบออกหลังกายทุกวันได้กินขออร่อยๆ นิดหน่อยได้ทำอะไรเพื่อสุขภาพตัวเองมาสหน้า ดูแลผิวพันธ์สกินแครร์รูทีน เอาเครื่องมานวดหน้าอะไรคือพวกนี้มันกำลังโตมากในหลายมิติคนต้องการสุขภาพแข่งแรงมากขึ้น ต้องการอยู่แบบมีสระแต่ว่าใช้ชีวิตอย่างๆ อยากใช้ได้ ในค่าหรือกันก็ชีวิตกันเครียดก็อยากจะมีโมเมตต์เล็กๆที่แบบมีความหรูรานิดหน่อยในชีวิตอะไรอย่างนี้แล้วส่วนใหญ่สิ่งที่มันพูดจริงคือสิ่งที่มันทำให้เรารู้สึกดีที่สุดมันคือสิ่งที่ใกล้ๆตัวเราพวกแบบการดูแลตัวเองใช้เงินซื้อช่วงเวลาแบบ Luxury นิดนึงอะไรอย่างนี้ผมว่าอันนี้เป็นอุตสาหกรร เกียร์ธุรกิจของสีจันไปในเวนนั้น ธุรกิจ Commission to the Moon ก็คล้าย ๆ กันคือเราก็มองหาเหมือนกันว่า นี่มักก็เทรนด์อะไรที่มันจะอยู่ต่อ แล้วก็เห็นมากจริงเนี่ยการใช้เข้ามาการพัฒนาตัวเองมันยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ มนุษย์ยังต้องพัฒนาตัวเองแต่ว่ามันจะมีความเฉพาะทางมากขึ้น มันจะเกี่ยวข้องกับจิต ความนิ่งมากขึ้นกับโฟกัสมากขึ้น สมาธิมากขึ้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำมันก็จะไปในเวล์แบบนั้นเยอะขึ้นด้วยเพราะฉะนั้นในมุงของ Rising TideLifts All Boat คือมุงนี้เลยคือว่าจริง ๆ แล้วการเลือกอุษฐกรรมที่ถูกต้องมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรายืนอยู่ในระยะในนานขึ้นแล้วก็มีผลประโยชน์จากการลงทุนลงแรง อันนั้น อันที่หนึ่ง อันที่สองก็คือว่าผมเขียนไปว่า do one hard thing every day ซึ่งอันนี้เราก็พูดกันบ่อยอยู่แล้วชีวิตที่ดี ถ้าเราไปดูชีวิตคนที่เรารู้สึกว่ามีชีวิตที่ดีเขามากจะทำอะไรที่เขาไม่อยากทำ แต่เป็นเรื่องที่ดีวันแล้วยังน้อยหนึ่งอย่าง จริง ๆ อาจจะหลายอยากด้วยพูดจริง ๆ แล้ว พัสถามว่าคนสูญอยากอยากไปออกกำลังกาย จำนวนเยอะแล้วกัน ไม่รู้เท่าไรอ่ะ ขี้เกียด แต่รู้ว่ามันดีก็เลยไปก็เป็นความที่เราต้องฉนาจใจตัวเองถ้าคุณเราไม่ถามคนที่ออกรางกายเป็นประจำ ถามว่าเบื่อไหม บางวันก็เบื่อมกัน คือมันไม่ได้เบื่อทุกวัน แต่ว่ามันก็เป็นบางวันที่ขี้เกียดแต่คนที่แบบ โอเคฉันรู้ว่ามันดี ฉันทำแล้วก็ไม่ทำ เขาก็จะได้ผล แต่มันก็ต้องลอใช้เวลา แน่นอนไม่ไปมีความสบายกายมากกว่าในระยะสั้นแต่ว่าในระยะยาวก็ก็อย่างที่ดูรูกันมันเกี่ยวข้องกับการทางงานด้วยนะการทางงานมันก็มีหาตึงใช้ธรรมเยอะเช่น เราจะตั้งใจอ่านเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งกว่าปกติหรือว่าลึกซึ้งกว่าคนอื่นหรือเปล่าพวกนี้ผมว่าเป็นมุมนี้ได้ทั้งนั้นนะครับแล้วผมว่ามันเป็นการฝึกฝึกตัวเราให้มีความทนธานบทท้าทายในชีวิตซึ่งมันจะยากกว่าการไปยิมการอ่านอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นเยอะเราจะมีภูมิคุ้มกันแล้วกันผมว่านะครับนั้นต่อมาค อันนี้ก็เป็นมูมิหนึ่งที่น่าสนใจ ผมคิดว่าเราต้องเก็บอันนี้ I write to dream ไว้อยู่กับตัวเสมอผมรู้สึกว่ามันสำคัญที่มนุษย์ต้องมีสิทฝัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตะ ถึงอะไรที่ดีขึ้นแน่นอนทุกคนมีข้อจำกันไม่เหมือนกัน มีผ้าล้าไม่เหมือนกัน มีอะไรไม่เหมือนกันเยอะนะครับผมก็จะไม่บอกเราว่าผมเข้าใจ เยอะๆสิ่งที่เราไม่เข้าใจมีเยอะ แต่สำหรับตัวผมเองผมซื้อว่าไม่ว่าในสันการณ์ไหนก็ตาม เราต้องเก็บสิทธิ์ในการฝั่งของเราไว้นาธนามนุษย์เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลายๆครั้งเมื่ออย่างอื่นมันไม่ได้ช่วยสนับสนุนเราแล้วหรือว่าเวลานั้นมันแย่มากสิ่งนี้ที่มันอยู่ช่วยให้เราเดินหน้าต่อไปได้แล้วก็ ชีวิตมันทุกคนเนี่ยมันสั้นมากนะครับอยากทำอะไรทำเถอะเพราะว่าอีกแบบนึงเราก็ไม่อยู่แล้วอยากคิดว่าเรามีเวลาเยอะเพราะว่ามีไม่เยอะแล้วก็ฝั่นแล้วก็ลองทำดูและตอนมันจะมีบางอย่างที่เราไม่ได้ทำเนี่ยคือเราไม่ได้ทำทุกอย่างที่เราฝั่นไว้แต่ว่าถ้ามีก็ทำเถอะนะครับอันต่อมาคือผมคิดว่า take good care of us ในที่นี้คือคนของเราช่วงที่ส บอกว่าเราจะตรึงราคาสินค้าเราให้ได้นานที่สุดทริษย์จะนานได้เราไม่อยากทำให้ผู้เลยพวกต้องลูกค้าเราก็ต้องลำบากในช่วงนี้เพราะว่าคนเลือกอยู่ว่าลำบากอยู่แล้วเนี่ยแต่ก็นึดขึ้นคนลองเองด้วยของสีจันเนี่ยผมก็บอกว่าโอเคน้องๆ ที่แบบไม่ได้เงินเงินเยอะก็คือระดับตั้งแต่แมนเจอร์ลงไปเนี่ย เขาเนื่อยอ่ะตอนนี้ ค้าน้ำมั่นขึ้น นูน นี่ และก็มีหลายเรื่องนะครับ ราศาสตร์เองก็อาจจะช่วยเลยได้ไม่เยอะแต่ว่าเรามีเงินช่วยเหลือเล็กน้อยก็คือคนละ 1,500 บาทตอนเดือนถ้าตำแหน่งสูงคือมานิดนึงพวกแบบแมนเจอร์ อาซิตต์แมนเจอร์จะได้ 1,000 บาท อะไรอย่างงี้นะแต่ว่านองๆ ที่แบบเงินเดือนน้อยๆ ได้ 1, คุณเจ้าของ Mama ที่เขาบอกว่าเฉลี่ยทุก ๆ สุขผมว่ามันเป็นอะไรแบบนั้นนะชอบคำนี้นะคำนี้เป็นคำที่น่ารักดีที่ CEO Mama เขาให้สัมภาษณ์กับคุณสอริยุดนะครับผมรู้สึกว่าเวลาแบบนี้มันก็นี่แหละเราก็เฉลี่ยทุก ๆ อยู่ด้วยกันแน่นอนเรื่อง financial performance เราก็ต้องทำอยู่แล้วแต่ผมคิดว่ามัน ทำงานมันไม่ได้มีมิติน้ำมิติเดียว คือถ้าทำงานมีมิติน้ำมิติเดียวมันแย่ข้อต่อมาอันนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องงานเรื่องอะไรเลยนะครับผมคิดว่า Always Slightly Overdressedก็คือแต่งตัวดีกว่าสถานการณ์นิดนึงเสมออันนี้คุณแม่ผมสอนแต่ผมจะบอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวเรื่องชุดอย่างเดียวนะคือ Overdressed ในที่นี้ถ้าเกิดพูดตรงตัวคือแต คมเจ้าของงานไม่ใช่อย่างนั้นคือแต่งตัวดีนิดนึงก็คือแบบสมมุติแล้วก็กลับว่าคนจะแต่งประมาณนี้เราเผื่อไปนิดนึง ถ้าสมมุติมันเยอะไปแล้วออกได้หลายยามันออกได้ดอกตัวอย่างเช็นอักผู้ชายง่ายๆ ผู้หญิงจะย่างหน่อยแต่ว่าผู้ชายก็คือสมมุติว่าคุณผูนักไทยไปแล้วกูรู้สึกว่ามันเยอะไปนิดนึงแล้วคุณออก แต่ผมก็แล้วจะพูดร่างคำว่า Always Slightly O Address เนี่ยจริงจริงจริงมีอีกความหมายนึงที่ผมคิดขึ้นเองคือว่าเวลาเราไปที่ไหนเนี่ยเราจะต้องเตรียมตัวพร้อมเกินสิ่งที่เราคาดไวนิดนึงให้แวรูกับห้องนั้นที่เราไปอยู่มากกว่าคนอื่นทำนิดนึงผมว่าอันนี้ดีนะคืออันนี้มันเหมือนว่าเราไปที่ไหนเราอยากจะให้ ให้คุณค่า ถ้าเป็นคุณค่าทางสายตา ก็จะเป็นว่าเราแต่งตัวดีหน่อยเป็นการให้กิจภาพด้วย แต่มันมีคุณค่าอื่นอีกOverdress ในที่นี้จึงหมายถึง Overdress ชุดและ Overdress ในการสร้างคุณค่าในวันนั้นด้วยอันนี้คุณแม้ผมสอนมาอันต่อมาก็คือว่า Mornings are for exercise reading, writing, arguing, listening, fighting, agreeing and coachingก็คือ เวลากลางวันแล้วกัน Mornings นี่หมายถึงกลางวันกลางวันมันเวลาอย่างกันเริ่มต้นเตือกันออกกำลังกาย อ่านนูนอ่านนี่นะครับ ถกเทียงกันทางความคิดทำงานเต็มที่สู้ทุกอย่างนะครับ โคชิงน้อง แต่คือปุ่นวายเต็มที่ในขณะที่ตอนเย็นเนี่ย Evenings are for food, family, friends and
239:25
fine wineคือเวลาเมื่อคุณคุณคือไม่ได้บอกว่าจะต้องดื่มวายหรื ในตอนเย็นมันเป็นช่วงเวลาที่เราควรจะเชื่อมโยงกับคนที่เราหลักเพลินมาเป็นตัว S เหมือนกันมันก็เลยมาผูกันเท่ดีแต่ว่าจริงๆ มันก็คือว่าเชื่อมเป็นช่วงเวลาที่เชื่อมโยงกับคนที่เราหลักเพราะว่ามนุษย์พลายที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้เราอยู่บนโลกนี้ได้แบบผมเช็คว่าอย่างสงกสุด ก็คือผู้ขนรอบข้างเรานี่แหละอันต่อมาบังคิดว่า 1 hour after waking up and 1 hour before bedอันนี้คือชั่วโมงที่สำคัญมาก 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอนและ 1 ชั่วโมงก่อนนอน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอนทำไมสำคัญเพราะมันการเตรียมตัวมันการเซ็ตโทนของวันนั้นทั้งหมดเลยถ้าคุณหมดไปกับการเล่นมือถือไปสะครึ่งชั่วโมงวันนั้นมันจะยุ่งเยิงแต่ว่ มันจะไม่ค่อยมีความสุดส่วนตัว มันจะไม่ค่อยมีความหมายแต่ถ้าคุณใช้เวลานั้นไปกับการออกกำลังกลาย ทำสมาธิ หรือก็ทั้งทำอาหารกินเองหรือก็ทั้งเล่นกับแมว ทำให้มันเป็นเวลาที่มีความหมายอยู่กับตัวเอง รถน้ำต้นไม้จัดบ้านนิดหน่อยผมว่าวันมันจะเริ่มต้นอย่างแขนแรงในขณะที่ 1 ชั่วโมงสุดท้าย ก็เช่นกันเราก็ไม่ควรจะยุ่งเยิงอะไรแล้วมันเป็นชั่วโมงที่เราจะบอกกับสมองแล้วว่างานวันนี้ยุ่งแค่ไหนก็ตามอะไรก็ไม่รู้แหละแต่ว่าวันนี้ต้องผักแหละเพราะว่ามันไม่นอนไม่ได้แล้วเราจะผักได้เราก็ต้องวางทุกอย่างลงไปแล้วบอกว่าวันนี้ฉันทำเต็มที่แล้วเดี๋ยวพวกนี้ว่ากันใหม่นะครับ อันต่อมาคือ Slow is the new fast ในโลกที่แบบทุกอย่างเร็วไปหมด มันทีคนที่ทำอะไรช้าหน่อยที่นี่คือช้าแบบตั้งใจ มีสมาธี Focus ช้าหน่อย อ่านลึกซึ้งหน่อย คุยลึกซึ้งหน่อย ฟังลึกซึ้งหน่อย คิดลึกซึ้งหน่อย นี่คือความช้า ช้าแบบนี้กับทำให้ชีวิตมันเร็วมากขึ้นต่อมาคือ Focus is a leverage multiplier คือสมองเราการ Focus เป็นของที่มีพ เราจะต้องรักษา attention ของความที่เราสามารถจะ focus อะไรอย่างสุดความสามารถอย่าปล่อยให้มันถูกขโมลไปง่ายๆด้วยสิ่งลอดใจอย่างมือถืออย่างอะไรพวกเนี้ยสุดท้ายครับ plan at least one tree every dayปลูกต้นไม้เป็นศัพที่พี่โจธนาชอบใช้ก็คือเราต้องทำอะไรให้คนอย่างน้อยที่สุดให้เขาขอบคุณสะสมคำขอบคุณ อย่างนั้นเวลาครั้งพวกนี้สะสมเป็นนานาเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นคลังของคำขอบคุณที่คุณทำไปในชีวิตแล้วเมื่อวันหนึ่งที่เราจะต้องใช้ เราไม่ได้หวังอะไรต่อแทนแต่เชื่อวันหนึ่งที่มันจะเป็นต้องใช้มันจะกลับมาจริงคำขอบคุณพวกนี้จะกลับมาช่วยเหลือเราในแบบที่เราไม่มีทางนึกถึงเลยตอนที่เราทำ และถึงไม่กลับมาก็เป็นสิ่งที่คุณทำอยู่ดีนะเลยประมาณนี้นะครับก็หวังว่าทุกท่านจะผ่านชั่วเวลาที่ค่อนข้างจะดูเดือดแบบนี้ไปได้ก็เป็นกำลังใจทุกคนผมรู้คิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่มีเรื่องของตัวเองก็ส่งกำลังใจให้กันเสมอนะครับขอบคุณที่ติดตาม Mission to the Moon Podcast นะครับพบกันใหม่พรุ่งนี้สวัสดีครับ ก่อนจะแยกย้ายไปรุยกันต่อ อย่าลืมพักเติมพลังด้วย Shizuoka Matcha Miley Sweet กันนะครับช้าเขียว Shizuoka ผสมผง Matcha สูตรหวานน้อยอร่อย ดื่มง่าย จิบเมื่อไหร่ก็เหมือนได้พักผลหาซื้อได้แล้วที่ร้านสะดวกซื้อและ 7-Eleven ทุกสาขาครับMission to the Moon Continue with your mission ขออนุญาตนะนำสินค้าดีๆครับ KitKid by Analogสินค้าแรกจาก Analog Brand ใหม่ของพวกเราที่ตั้งใจจะสร้างพื้นที่อย่างความคิดสรับคนทำงานโดยเฉพาะโดยเป้าหมายของ KitKid นี้คือช่วยคุณสามารถทำงานได้อย่างเป็นระเบียบ และจัดเรียงความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับคิดคิดหนึ่งเซ็ตประกอบไปด้วยสมุดจดปกหนังสีแดงขนาด A5 จำนวนหนึ่งเล่มนะครับโดยมีให้เลือกสองแบบนะครับแบบมีเส้นบันถัดและแบบไม่มีเส้นบันถัดนอกสุดนี้เรายังมี Sticky Note ให้ด้วยนะครับแต่ไม่ใช่ Sticky Note ธรรมดาเพราะมันคือ Sticky Note ที่ช่วยให้การทำงานของเราเป็ อย่าลืมกดติดตามแบรนด์น้องใหม่ของพวกเราด้วยนะครับ